วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ราหูกะลาแกะ 2 หน้า


                     ราหูกะลามะพร้าวตาเดียวแกะ พิมพ์ 2 หน้า หน้าแรก แกะเป็นรูป ราหูอมพระอาทิตย์ หน้าหลัง แกะเป็นรูปราหูอมจันทร์ ฝีมือการแกะ และ ปลุกเสกโดย พระครูอุดมวรเวท(หลวงพ่อสังข์  สุริโย) วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


                   กะลารุ่นนี้ แกะเป็นกะลาคู่ มี 2 ฝา รูปทรงองค์พระที่แกะคล้ายหยดน้ำ หันด้านหลังประกบกัน สุดยอดฝีมือการแกะ เพราะว่าทั้งขนาด พิมพ์ทรง ลวดลาย หน้าตา แกะเหมือนกันทั้ง 2 ฝา แทบจะไม่มีผิดเพี้ยน ถ้าดูฝาด้านหน้าด้วยตาเปล่า จะดูไม่ออกว่าฝาด้านไหนเป็นราหูอมพระอาทิตย์ และ ฝาด้านไหนเป็นราหูอมพระจันทร์ แต่หลวงพ่อก็แกะให้แตกต่างกันให้เห็นพอเป็นสังเขปคือ แบบเม็ดตามีจุดและแบบเม็ดตาไม่มีจุด เมื่อแกะแยกฝาทั้งสองออกจากกันและใช้กล้องส่องพระส่องดูด้านหลังกะลา จะสามารถแยกแยะได้จากรอยลงเหล็กจารที่หลวงพ่อสังข์ ลงคาถาอาคมกำกับไว้ เนื่องจากฝาที่เป็นราหูอมพระอาทิตย์ หลวงพ่อจะลงคาถา สุริยประภา ส่วนฝาที่เป็นราหูอมพระจันทร์ หลวงพ่อจะลงคาถา จันทรประภา               
               

                    หลวงพ่อจะนำกะลาทั้ง 2 ฝาที่ลงยันต์และปลุกเสกดีแล้ว หันด้านหลังประกบติดกัน ทำให้เป็นราหู 2 หน้า ไม่มีด้านหน้าและด้านหลัง เนื่องจากทั้ง 2 ด้าน เหมือนกันทุกอย่าง จึงเรียกกันว่าราหู 2 หน้า ส่วนการประกบด้านหลังติดกันนั้นหลวงพ่อใช้วัตถุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นยางตามธรรมชาติที่มีความเหนียวมากเป็นพิเศษเป็นตัวยึดให้กะลาทั้ง 2 ฝา ติดกันอย่างเหนียวแน่นซึ่งก็คือ ชันโรง นั่นเอง เมื่อทำให้ติดกันดีแล้ว แล้วจึงปลุกเสกซ้ำอีกครั้ง
                    ชันโรง  เป็นแมลงตัวเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งคล้ายผึ้ง อยู่รวมกันเป็นฝูง แต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง ลำตัวและปีกจะเป็นสีดำ ชอบกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เมื่อเวลามันถ่ายออกมาจะมีสีดำข้นเหนียวและมีกลิ่นหอมประหลาด มันจะใช้มูลของมันผสมกับดินสร้างรังโดยจะนำไปผสมกับน้ำยางจากต้นไม้ใหญ่ต่าง ๆ ที่มันหาเก็บมา ทำให้รังของมันเหนียวและข้นมาก ส่วนสีนั้นจะต้องเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือออกดำคล้ายยางมะตอย การเรียกชื่อจะเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ผึ้งหอยโข่ง ผึ้งตะโหงกวัว หรือบางแห่งเรียก หูด ขี้ตังนี หรือกินชัน ทางอีสานเขาเรียกว่า ขี้สูด คนอีสานเขานิยมนำมาใช้ติดเครื่องดนตรี เช่น เต้าแคนและโหวต หรือถ่วงเครื่องดนตรีประเภทระนาด โปงราง เป็นต้น ซึ่งขี้สูดนี้จะช่วยทำให้เครื่องดนตรีเกิดเสียงไพเราะ ชันโรงที่ชาวอีสานถือกันว่าเป็นวัตถุอาถรรพ์และนำมาใช้สร้างวัตถุมงคลนั้น จะต้องเป็นชันโรงที่ทำรังใต้ดินหรือระดับเดียวกันกับพื้นดิน เช่น ดินที่เป็นจอมปลวกเป็นต้น บางทีเขาก็เรียกว่า ขี้สูดดินเพียง ถ้าชันโรงทำรังตามต้นไม้ หรือตามโคนเสาบ้านเรือนใช้ไม่ได้เพราะทางไสยศาสตร์ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นอาถรรพ์ จึงไม่สามารถป้องกันอาถรรพ์ และเสนียดจัญไรได้ เมื่อพบแล้วก่อนที่จะนำมาใช้จะต้องทำพิธีพลีกรรม ขอจากเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา ตามตำหรับตำราภาคบังคับเสียก่อน จึงจะนำมาใช้ได้ เมื่อขอแล้วจึงขุดลงไปใต้พื้นดิน บางทีตัองขุดลงไปลึก 1 ถึง 2 เมตร จึงจะได้ขี้สูดตามที่ต้องการ คนโบราณเชื่อกันว่า ขี้สูดดินเพียงเป็นของทนสิทธิ์ที่มีอาถรรพ์ลี้ลับ เป็นวัตถุอาถรรพ์ตามธรรมชาติแม้ว่าไม่ต้องปลุกเสกก็ตาม อานุภาพของมันป้องกันไฟ กันคุณไสย มนต์ดำลมเพลมพัด กันเสนียดจัญไร  เป็นมหาอุด และแคล้วคลาด ด้วยความที่ชันโรงเป็นแมลงที่ไม่ดุร้าย จึงถือกันว่ามีเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมอีกด้วย 
                   ดังนั้น เมื่อนำกะลาตาเดียวแกะเป็นรูปราหู 2 ฝา และยึดติดด้วยชันโรง(ขี้สูด) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวัตถุอาถรรพ์ตามธรรมชาติ อีกทั้งได้รับการปลุกเสกจากสุดยอดเกจิอาจารย์แดนอีสานใต้อย่าง พระครูอุดมวรเวท(หลวงพ่อสังข์  สุริโย) ด้วยแล้ว จึงเชื่อว่าจะเพิ่มความเข้มขลังให้แก่ราหูกะลาแกะพิมพ์ 2 หน้าองค์นี้ ขึ้นไปอีกเป็นร้อยเท่าทวีคูณเป็นแน่แท้
                   ราหู กะลาแกะแบบ 2 ฝา ประกบด้านหลังติดกันโดยใช้ขี้สูดดินเพียงเป็นกาวยึด ทำเป็นราหู 2 หน้า ปิดหลังนั้น จะพบเห็นได้ยากกว่าแบบ กะลาแกะฝาเดียว เปิดหลัง  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นแบบไหนทั้งแบบฝาเดียวหรือ 2 ฝา ถ้าพบเห็นกะลาแกะรูปทรงหยดน้ำ เค้าโครงใบหน้าของอสูรราหูเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีเครื่องประดับศรีษะหรือกรอบหน้าคล้ายมงกุฎ มีกรรเจียกหรือจอนหูประดับหูซ้ายขวาทั้งสองข้าง  ตาโปน และแก้มป่องเหมือนแบบในภาพ อย่าให้พลาดเป็นเด็ดขาดขอบอก
              

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พระปิดตา หลังยันต์



                   พระปิดตา หลังยันต์ สร้างและปลุกเสกโดยราชาเครื่องรางแดนอีสานใต้ นาม พระครูอุดมวรเวท(สังข์  สุริโย) วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


                    ลักษณะเป็นพระปิดตาลอยองค์ พระสรีระอวบอ้วนแบบพระสังกัจจายน์ นั่งอยู่บนฐานสูง ขัดสมาธิเพชร หลังยันต์  ปิดทองทั้งองค์ ขนาดขององค์พระเล็กกระทัดรัด ประมาณปลายนิ้วก้อยเท่านั้น


                    สำหรับพระปิดตาองค์นี้ ใต้ฐานองค์พระเรียบ ไม่ปรากฏร่องรอยการลงเหล็กจาร ใต้ฐานไม่ปรากฏการฝังตะกรุดโผล่มาให้เห็น แต่เมื่อเขย่าดูปรากฏว่ามีเสียงกริ่ง แต่ไม่ใช่การฝังเม็ดกริ่ง แต่เป็นการฝังหลอดตะกรุดเสียงเหมือนกับเสียงกริ่งของพระโคโพธิสัตว์พิมพ์ใหญ่


                  ส่วนยันต์ ที่ปรากฏด้านหลังองค์พระนั้น เป็นยันต์ลายเส้นนูนที่เกิดจากการแกะแม่พิมพ์ ศิษย์สุริโย เข้าใจว่า น่าจะเป็นยันต์คาถาหัวใจกาสลัก ซ่อนหัว ซ่อนหาง คือ จะ ภะ กะ สะ (ผิดพลาดขออภัย) ซึ่งเป็นยันต์คาถาประจำตัวของหลวงพ่อชนิดหนึ่ง ที่หลวงพ่อชอบที่จะใส่ลงบนเครื่องราง ของขลัง อยู่หลายชนิด
                  พระองค์นี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก เดิมทีพระองค์นี้กลัดติดอยู่กับย่ามติดตัวของพระอาจารย์อู๊ด ซึ่งเป็นผู้รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดนากันตม หลังจากที่หลวงพ่อสังข์ มรณะภาพในปี 2526 พระองค์นี้พระอาจารย์อู๊ดรับมาจากมือหลวงพ่อสังข์ ต่อมาได้มอบให้ศิษย์เอกที่เป็นฆราวาสคนหนึ่งไว้เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนที่จะอำลาจากประเทศไทยไปจำพรรษาอยู่ที่ต่างประเทศแถวทวีปยุโรปแถบคาบสมุทรสแกนดิเนเวียและไม่กลับมาประเทศไทยอีกเลย 
                  ประวัติการสร้างพระรุ่นนี้ หลวงพ่อสังข์ได้นำผงพุทธคุณเก่าที่ทำเก็บไว้มาผสมกับดินสอพองและปั้นเป็นแท่งเขียนและลบผงขึ้นมาใหม่อีกรอบ เพื่อเป็นการจงใจสร้างพระภควัมโดยเฉพาะ โดยเรียกสูตรลงอักขระคาถาพระอิติโสภุชฌงค์ซ่อนหัวและพระอิติโสภุชฌงค์ซ่อนหาง ตามสูตรภาคบังคับของการสร้างพระภควัมบดีตามคัมภีร์พระเวทโบราณ จากนั้นนำไปผสมกับผงที่บดเตรียมไว้แล้วของพืชที่มีใบเป็นไม้รู้นอน เช่น ไมยราพ กระเฉด กระถิน แค ดอกลำโพง เป็นต้น ต่อมานำไปผสมกับเกษรดอกไม้บางชนิด เช่น ดอกรักซ้อน ดอกพุดซ้อน ดอกมะลิซ้อน ดอกกาหลง และ อื่น ๆ อีกหลายอย่าง ที่สำคัญจะต้องผสมผงว่านบางชนิดตามตำราซึ่งจะขาดเสียมิได้เลย ซึ่งประกอบไปด้วย ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว ว่านเสน่ห์จันทร์เขียว ว่านเสน่ห์จันทร์แดง ว่านพระฉิม ว่านพระเจ้า 5 พระองค์ ว่านหนุมาน ว่านกำแพง 7 ชั้น เป็นต้น คลุกเคล้าให้เข้ากันขณะทำก็บริกรรมคาถาอิติปิโส ฯ ไปตลอดเวลา เมื่อได้ที่แล้วจึงนำผงดังกล่าวไปกดในแม่พิมพ์ซึ่งหลวงพ่อแกะเตรียมไว้แล้ว ต่อมาจึงนำไปผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปลงรักและปิดทองทั้งองค์เป็นขั้นตอนสุดท้าย จึงจะได้องค์พระภควัมอย่างสูมบูรณ์ตามสูตร
                  เมื่อถึงวันเวลาอันเป็นฤกษ์ หลวงพ่อจึงเริ่มพิธีกรรมเข้าพิธีปลุกเสกโดยแต่งเครื่องสังเวยบูชาเทพยดาและสักการะบูชาบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิทยาคมให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามตำหรับตำราเสียก่อน เสร็จแล้วจึงได้นำพระทั้งหมดใส่ลงไปในบาตรพระครั้งละไม่มากนัก ประมาณ 40 - 50 องค์ต่อครั้ง นัยว่าเพื่อให้จำนวนพระพอประมาณอยู่ในก้นบาตรเท่านั้น  เสร็จแล้วนำฝาบาตรปิดให้มิดชิด และเริ่มสวดคาถาพระอิติปิโสภุชฌงค์ซ่อนหัว - ซ่อนหาง สลับกันไปมาเรื่อยไปไม่หยุด จนกระทั่งได้ยินเสียงพระภควัมเริ่มเคลื่อนไหววิ่งวนเวียนอยู่ในบาตรและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีเสียงกระทบบาตรดังหึ่มเหมือนแมลงภู่บิน กล่าวกันว่าห้ามเปิดฝาบาตรดูเด็ดขาด ถ้าเปิดพระภควัมจะกลายเป็นแมลงบินหนีหายไป ดังนั้นจะต้องบริกรรมคาถาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเสียงดังหึ่มในบาตรจะหยุดไปเอง เมื่อเสียงสงบเงียบดีแล้วจึงจะถือว่าเสร็จพิธีการปลุกเสกบริกรรม เมื่อเปิดดูก็จะเห็นพระภควัมทั้งหมดทุกองค์นั่งสลอนเป็นระเบียบอยู่กลางบาตร และหันหน้ามาทางผู้ประกอบพิธีปลุกเสกเสมอจึงจะถือว่าใช้ได้ การปลุกเสกจึงเน้นคุณภาพ ไม่ได้เน้นปริมาณ การปลุกเสกแต่ละครั้ง ได้แค่บาตรละ 40 - 50 องค์ ต่อครั้งเท่านั้น
                   กล่าวกันว่าพระปิดตาที่ปลุกเสกตามตำรานี้มีพุทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก แสดงอิทธิปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ใช้ได้ทุกอย่างครอบจักรวาล ตามแต่จะปรารถนาและอธิษฐานเอา เมื่อนำติดตัวไปจะทำให้มีเสน่ห์เมตตามหานิยม เป็นสิริมงคลบันดาลโชคลาภ ช่วยป้องกันภัยพิบัติอันตรายทั้งปวง อีกทั้งแคล้วคลาด คงกระพันก็เคยปรากฏ
                   พระรุ่นนี้ แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นบ่อยครั้งมาก จนกระทั่งหลวงพ่อละมูล วัดเสด็จได้ขออนุญาตหลวงพ่อสังข์นำไปถอดพิมพ์และสร้างขึ้นมาอีกรุ่นที่วัดเสด็จ และนำมาให้หลวงพ่อสังข์ปลุกเสกให้ที่วัดนากันตม แล้วจึงนำกลับไปให้ญาติโยมที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี ได้บูชาทำบุญอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนจุดสังเกตุความแตกต่างของพระปิดตาของหลวงพ่อสังข์ สร้าง กับ ที่พระอาจารย์ละมูลถอดพิมพ์ไปสร้างที่วัดเสด็จนั้น ศิษย์สุริโย ยังไม่มีขัอมูลครับ........ ลูกศิษย์ทั้งสายตรงและสายอ้อมที่ยังไม่มีพระปิดตาหลังยันต์พิมพ์นี้ พบเจอที่ไหนอย่าปล่อยให้หลุดมือไปเป็นอันขาด เนื่องจากพระรุ่นนี้สร้างจำนวนค่อนข้างน้อย จึงหายากไม่ค่อยพบเห็นอีกทั้งยังเป็นพระของหลวงพ่ออีกรุ่นหนึ่งที่มี ประสบการณ์สูงมาก ใครมีก็หวงจึงไม่ค่อยมีการเปลี่ยนมือมากนัก


                      ขอกราบคารวะ พระครูอุดมวรเวท(สังข์  สุริโย) ด้วยความเคารพและนับถือศรัทธายิ่ง และที่จะลืมเสียมิได้ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูง สำหรับผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ที่ศิษย์สุริโย เคารพนับถือ เป็นทั้งพี่ที่เคารพ และเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ที่คอยแนะนำให้ความรู้ นำของที่สะสมไว้ออกมาให้ดูให้ถ่ายภาพ และอนุญาตให้นำออกเผยแพร่พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ เกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ให้ทราบโดยละเอียดและไม่ปิดบังใด ๆ ทั้งสิ้น
              

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประคำ เมฆพัตร


                    ประคำ เมฆพัตร 109 เม็ด สร้างและปลุกเสกโดยหลวงพ่อสังข์  สุริโย วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ   ตั้งแต่สะสมมา  พึ่งเจอเส้นเดียว   


                    เม็ดประคำ มีจำนวนทั้งหมด 109 เม็ด 108 เม็ด ร้อยเป็นกลุ่มอยู่ในสร้อยและมียอดประคำเม็ดโตคั่นเอาไว้ ส่วนเม็ดที่ 109 ร้อยติดอยู่ที่ปลายยอดประคำเพียงเม็ดเดียว ตรงศรชี้ อีกทั้งเป็นเม็ดเล็กกว่าเม็ดอื่น ๆ



                       เม็ดประคำ สร้างด้วยโลหะเมฆพัตร แต่ละเม็ดมีขนาดเขื่องประมาณปลายนิ้วก้อย จากการใช้กล้องส่องพระ ดูจากเม็ดที่ชำรุดและปริแตกร้าวออกมาจนเห็นเนื้อใน จะสังเกตุเห็นว่า เม็ดประคำจะไม่เป็นเม็ดตันเนื้อเมฆพัตรทั้งเม็ด แต่ด้านในของเม็ดประคำจะเห็นเป็นผงวิเศษสีขาวจับตัวกันเป็นก้อนแข็งและมีโลหะเมฆพัตรเคลือบห่อหุ้มเอาไว้ภายนอก และเจาะรูตรงกลางเม็ดเอาไว้เพื่อร้อยเชือกทำเป็นสร้อย


                      เมฆพัตร นั้นตำราทางไสยศาสตร์เรียกว่า "โลหะธาตุกายสิทธิ์"เป็นโลหะที่ได้จากการเล่นแร่ แปรธาตุตามตำราของพระเวทไทยโบราณ เมฆพัตรมีส่วนผสมของตะกั่วและทองแดงเป็นส่วนผสมหลัก แต่มีกรรมวิธีการสร้างที่ซับซ้อนและยุ่งยากมาก ต้องหลอมละลายส่วนผสมด้วยความร้อนสูง ในระหว่างหลอมต้องผสมด้วยน้ำว่านยาหลายชนิด เช่น ไพลดำ ต้นหิงหาย ไม้โมกผา ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง และสบู่เลือด เป็นต้น อีกทั้งต้องซัดด้วยปรอทและกำมะถันเข้าไปในเบ้าหลอมอีกด้วยเพื่อให้เกิดปฎิกิริยาทางเคมีและในระหว่างหลอมต้องบริกรรมคาถาปลุกเสกไปตลอดเวลาของการหลอมจนสำเร็จ พอสำเร็จจะได้โลหะสีฟ้าดำเป็นเงาเลื่อมพราย มีน้ำหนักตึงมือ แต่เปราะและแตกง่าย เชื่อกันว่าโลหะเมฆพัตรเป็นเนื้อโลหะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว และเมื่อนำมาสร้างเป็นเครื่องราง ของขลัง และทำการปลุกเสกอีกครั้งแล้ว ก็จะยิ่งทวีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นอีกเป็นพิเศษ เกจิอาจารย์รุ่นเก่า ๆ เท่านั้น ที่จะสร้างโลหะเมฆพัตรได้ ยกตัวอย่าง เช่น หลวงพ่อทับ วัดอนงค์ หลวงปู่นาค วัดห้วยจรเข้ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก หลวงพ่อปล้อง วัดหลุมดิน หลวงพ่อดี วัดบ้านยาง และ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ซึ่งท่านทั้งหลายที่กล่าวมา ก็ได้มรณภาพไปหมดแล้ว ปัจจุบันจึงหาแทบไม่เจอ



                    ยอดประคำ ซึ่งเป็นเม็ดใหญ่กว่าเพื่อน ขนาดประมาณลูกปิงปอง แต่ใช่ว่าจะเป็นเนื้อโลหะเมฆพัตรก็หาไม่ สำหรับยอดประคำเม็ดนี้เป็นเนื้อผงพุทธคุณผสมผงว่าน เหมือนลูกอม อีกทั้งหลวงพ่อประทับยันต์เฑาะว์ขัดสมาธิ หรือเฑาะว์มหาพรหม ซึ่งเป็นยันต์ประจำตัวหลวงพ่อ ไว้เป็นสำคัญ เพื่อเป็นการยืนยันว่า ประคำเส้นนี้ สร้างและปลุกเสกโดย พระครูอุดมวรเวท(หลวงพ่อสังข์  สุริโย) วัดนากันตม แน่นอน ดังนั้น ลูกศิษย์ของหลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม ทั้งสายตรงและสายอ้อม พึงได้รับรู้ด้วยความภาคภูมิใจว่า พระเกจิอาจารย์สายขอมลาวของจังหวัดศรีสะเกษ แดนอีสานใต้ ที่ท่านนับถือและศรัทธา เป็นเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ที่สำเร็จอภิญญา สามารถเล่นแร่แปรธาตุและนำมาสร้างเป็นวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ติดอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยได้ ไม่แพ้เกจิอาจารย์อื่น แน่นอน ส่วนพุทธคุณของโลหะเมฆพัตร นั้น คงไม่ต้องกล่าวถึงอีก กล่าวกันว่า ครอบจักรวาล ในระดับ น้องๆ เหล็กไหล ทีเดียวเชียวแหละพี่น้อง



             ขอกราบคารวะ หลวงพ่อสังข์  สุริโย วัดนากันตม ด้วยความเชื่อมั่น เคารพและศรัทธายิ่ง


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กุมารทองปิดตา รากรักซ้อนแกะ


                   กุมารทองปิดตา แกะด้วยรากรักซ้อน ฝีมือการแกะ และ ปลุกเสกโดย หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม  อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ


                    กุมารทองตนนี้ ค่อนข้างเจ้าเนื้อ เพราะมองดูด้านข้าง พุงแอ่นเชียว


                      จุดประสงค์ของหลวงพ่อ อาจจะเพื่อสื่อให้เห็นว่าเป็นพระควัมปติ แกะเป็นกุมารทองปิดตา คล้ายกับพระสังข์กระจาย หรือกุมารทองปิดตาพิมพ์พระสังข์กระจายนั่นเอง หลวงพ่อคงจะปลุกเสกคาถาเน้นให้มีพุทธคุณทางด้านโภคทรัพย์อีกด้วย


                       แกะเสร็จแล้ว ลงรักน้ำเกลี้ยงเพื่อความสวยงามและเป็นการรักษาเนื้อไม้ให้คงทนถาวร


                     ลักษณะการแต่งกายและท่าทาง แสดงให้เห็นว่า เป็นกุมารทองในท่ายืน และยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดตา 


                                 แถมมัดผมจุกชัดเจน


                      ปุ่มรากของไม้รักซ้อนทำเป็นฐาน ดูแล้วไม่มีการเจาะใต้ฐาน และไม่มีการฝังกริ่ง


                        ปุ่มรากรักซ้อน ใหญ่เท่าไรยิ่งดี ส่วนพุทธคุณ ก็คงเน้นทางด้านเมตตา มหานิยม การค้าขายเป็นหลักของกุมารทองทุกเกจิอาจารย์ที่สร้างขึ้น แต่กุมารทองตนนี้หลวงพ่อสังข์แกะเป็นกุมารทองปิดตา(พระควัมปติ)แถมพุงพลุ้ยคล้ายกับพระสังข์กระจาย ซึ่งแปลกและแตกต่างจากเกจิอาจารย์อื่น ๆ  พุทธคุณจึงครอบคลุมถึง ความเจริญรุ่งเรือง เกิดมีโชคมีลาภ เป็นเสน่ห์ เป็นที่รักใคร่นับถือแก่มหาชนทั่วไปอีกด้วย

                        ขอขอบคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เจ้าของเครื่องราง ที่ได้มอบภาพถ่ายและข้อมูลให้ ศิษย์สุริโย นำออกเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเป็นอย่างสูงด้วยครับ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตลับนวด(สีผึ้ง) โลหะ


                      ตลับนวด(สีผึ้ง) โลหะ หลวงพ่อสังข์  สุริโย วัดนากันตม ลักษณะเป็นตลับโลหะแบบเดียวกันกับตลับที่ใส่ยาหม่องสมัยก่อน เก่ามาก พื้นผิวราบเรียบ ไม่มีลวดลายใด ๆ บนฝาตลับและก้นตลับ


                         แต่สิ่งสำคัญที่บ่งบอกให้ทราบว่า เป็นตลับสีผึ้งของ หลวงพ่อสังข์ เนื่องจาก รอยจารมือคาถากาสลัก เต็มรูปแบบ (มะอะอุ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ และขนาบข้างด้วยยันต์ หัวใจหญิง หัวใจชาย) ที่หลวงพ่อจารไว้บนฝาตลับ


                         และรอยเหล็กจารที่ก้นตลับ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยลายมือของหลวงพ่อที่ลงเหล็กจารไว้อย่างสวยงามมาก 


                      คงจะจำกันได้ดี สำหรับคาถากาสลัก ที่หลวงพ่อสังข์ ออกแบบด้วยตัวเอง และสั่งให้พระอาจารย์บุญมี ใส่ไว้หลังเหรียญรุ่นแรก ที่ออกในปี 2512 ซึ่งดูแล้วเหมือนกับคาถากาสลักที่หลวงพ่อลงเหล็กจารไว้บนตลับสีผึ้งทุกอย่าง


                         อีกทั้งยังปรากฎว่า หลวงพ่อสังข์ ลงเหล็กจารด้วยมือไว้ที่หลังอีเป๋อที่ทำด้วยไม้แก่นขามแกะอีกด้วย และคงจะมีลงไว้ที่อื่นอีก
                         ส่วนอะไรบ้างที่อยู่ภายในตลับสีผึ้งนั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะนั่น มันเป็นเรื่องนอกประเด็น  จึงไม่ขอกล่าวถึง ดังนั้นพกตลับนวดชิ้นนี้ จึงถือเปรียบเสมือนว่าท่านได้พกพาเหรียญรุ่น 1 เช่นกัน หรือบางท่านอาจจะหวงยิ่งกว่าเหรียญ เพราะตลับนวดชิ้นนี้ เป็นงาน HAND MADE และรอยจารเป็นลายมือหลวงพ่อสังข์ล้วน ๆ คุณค่าของการนับถือศรัทธาในพุทธคุณจึงสูงยิ่ง
                         ศิษย์สุริโยใคร่ขออนุญาตและขอขอบคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เจ้าของภาพ ที่อนุญาตให้นำภาพและข้อมูลออกเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานครับ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ที่สุดหลวงพ่อสังข์


                 นับตั้งแต่ปี 2535  ก่อนหน้านั้น ศิษย์สุริโย ไม่เคยรู้จัก หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม มาก่อนเลย ด้วยความบังเอิญ ปีนั้น ศิษย์สุริโย ได้เข้าไปที่วัดนากันตม ครั้งแรก เนื่องจากได้ติดตามผู้ใหญ่ของศรีสะเกษท่านหนึ่ง เข้าไปพบหลวงพี่อู๊ด ซึ่งเป็นผู้รักษาการณ์เจ้าอาวาสในขณะนั้น แปลกใจที่พอเข้าไปในวัดได้เห็นรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ รูปปั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์และอีกหลายอย่าง รวมทั้งอุโบสถ ศาลา ที่มีศิลปะในการสร้างแบบแปลก ๆ แตกต่าง จากวัดอื่น ๆ ที่ศิษย์สุริโย ได้เคยพบเห็น           
                เมื่อหลวงพี่พาขึ้นไปที่ชั้นบนของกุฏิเจ้าอาวาส ก็ต้องตกตะลึงพึงเพริศกับตู้กระจกขนาดย่อมใบหนึ่ง ข้างในแบ่งเป็นชั้น ถ้าจำไม่ผิดประมาณสามถึงสี่ชั้น แต่ละชั้นอัดแน่นไปด้วยเครื่องราง ของขลัง หลายสิบชนิดวางเรียงรายอยู่เต็มตู้  จำได้ว่าเป็นวัตถุมงคลประเภท สิงห์สาราสัตว์ ชนิดต่าง ๆ ทั้งเนื้อดิน ชิน ผง กะลามะพร้าว ไม้แกะ งาช้างแกะ เขาควายแกะ เช่น นก ปลา เต่า จิ้งจก และอีกหลายอย่างลานตาไปหมดโดยเฉพาะที่จำได้ติดตาก็คือไอ้เจ้าตัวที่หลวงพี่อู๊ดแกตั้งชื่อว่า ไอ้หนูปืนโตซึ่งเป็นไม้แกะรูปเด็กน้อยเปลือยกายยืนจังก้าใช้มือทั้ง 2 ข้างอุ้มประคองไอ้จู๋ของตัวเองแต่มีขนาดใหญ่มหึมาและสูงท่วมหัว เป็นศิลปะที่แปลกและไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนอีกทั้งแกะได้สวยงามเหมือนจริงมาก มีอยู่ 3 ตัว ขนาดใหญ่สุดสูงประมาณครึ่งฟุต  ขนาดกลาง และเล็กลดหลั่นกันลงมา  นอกนั้นจำได้ว่าที่มีมากที่สุดก็คือ ปลัดขิกขนาดต่าง ๆ แกะด้วยไม้ งาช้าง และเขาควาย วางเรียงรายอยู่ในตู้ นอกนั้นก็เป็นพวกตะกรุดมีหลายขนาดมีทั้งตะกุดทองแดงและตะกรุดไม้ไผ่  ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ พระสมเด็จเนื้อผงลงรักปิดทอง พระพิมพ์ต่าง ๆ สร้อยประคำ พระโค นางสิกขี ฯ ล ฯ แต่ที่พิเศษสุดที่หลวงพี่แกบอกว่าไม่เคยเปิดกล่องให้ใครดู ก็คือ ลูกกรอก  หลวงพ่อสังข์ เล่าว่าได้มาจาก สปป.ลาว เป็นร่างเด็กชายอวัยวะต่าง ๆ ครบ มองเห็นศีรษะ ลำตัว แขน ขา อวัยวะเพศชายและส่วนที่เป็นสายรกยังคงติดอยู่ที่ท้องชัดเจน นอนอยู่ในกล่องกำมะหยี่สีแดง มีฝาปิดมิดชิด ลักษณะของลูกกรอกเนื้อหนังแห้งกรัง ความยาวประมาณ 1 ฝ่ามือ ถ้ามีโอกาสวันหลังจะเล่าประวัติลูกกรอกที่หลวงพี่อู๊ดเล่าให้ฟัง หลวงพี่อู๊ดหยิบเครื่องราง ของขลัง แต่ละชิ้นมาให้ดูและสัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งเล่าถึงประวัติการสร้าง การปลุกเสกและพุทธคุณของแต่ละอย่างให้ฟังอย่างละเอียด ส่วนในตัวของหลวงพี่อู๊ดนั้นแกโชว์ผ้าอังสะ(ผ้าที่มีลักษณะเหมือนสไบเฉียงของผู้หญิง ซึ่งพระสงฆ์จะสรวมไว้ด้านในก่อนห่มจีวร)หลวงพี่แกเล่นเย็บเป็นช่องเล็ก ๆ ขนาดเท่านิ้วมือติดกันกว่า 10 ช่อง ใส่ปลัดขิกทั้งงาแกะ ไม้แกะและเขาควายแกะ ยัดใส่ไว้ในแต่ละช่องเหมือนสายสะพายกระสุนไอ้แรมโบ้ไม่มีผิด ส่วนที่รัดประคดคาดเอวก็ห้อยตะกรุดโทนดอกใหญ่มองดูผิวเผินเหมือนเหน็บปืนไว้ที่เอว ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่แปลกและไม่เคยเห็น ต่อมาได้เปิดโอกาสให้ทุกคนสอบถามเพิ่มเติมจนพอใจนานนับชั่วโมง แต่ก็ยังไม่ครบทุกชิ้นจนได้เวลากลับ โดยก่อนกลับหลวงพี่อู๊ดบอกว่า วันนี้ยังไม่แจกถ้าชอบและนับถือศรัทธาหลวงพ่อจริงก็ให้มาใหม่วันหลังรับรองว่าจะมีของฝากอย่างใดอย่างหนึ่งติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยอย่างแน่นอน 
                   หลังจากเหตุการณ์คราวนั้นในใจลึก ๆ ศิษย์สุริโยมีความรู้สึกว่ามีความชอบเครื่องราง เข้าให้แล้ว และตั้งใจว่าจะกลับไปหาพระอาจารย์อู๊ดให้ได้อีกในวันหลัง แต่แล้วในที่สุดก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปที่วัดอีกเลย จนกระทั่งต่อมาหลวงพี่อู๊ดก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดไทยในยุโรปประเทศแถบสแกนดิเนเวียไม่กลับมาประเทศไทยอีก และที่น่าเสียดายมากที่สุดก็คือ เมื่อกลับไปที่วัดอีกคร้้ง ตู้กระจกรวมทั้งเครื่องราง ของขลังต่าง ๆ จำนวนมากเต็มตู้ ได้อันตรธานหายไปหมดอย่างไร้ร่องรอยไม่มีเหลือให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว ศิษย์สุริโยรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสไม่มีเวลากลับไปหาหลวงพี่อู๊ดอีก ด้วยความฝังใจจึงเริ่มต้นเสาะหา ศึกษาและสะสมเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อสังข์ อย่างจริงจัง จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ปี 2559 นับเป็นระยะเวลายาวนานถึง 23 ปีเศษ มีวัตถุมงคล เคร่ื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อผ่านตามาแล้วเป็นจำนวนมากพอสมควร  แต่ก็ยังไม่เคย เลือกและสรุปชี้ชัดว่า วัตถุมงคลชิ้นไหน เป็นที่สุดของหลวงพ่อ จากการสอบถามพระอาจารย์บุญมี ศิษย์เอก ท่านก็ตอบเป็นกลาง ๆ ว่า เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ ดีทุกอย่าง เท่า ๆ กัน ขอให้แท้ สอบถามเฮียหยวย สันติยนต์ ก็ตอบไปในทิศทางคล้ายกัน จึงยังไม่สามารถ สรุปชี้ชัดได้
                  เมื่อปีที่แล้ว(2558) เพื่อน ๆ ของศิษย์สุริโย หลายคนเกิดพากันชื่นชอบ เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ กันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเล่นกันแต่พระเครื่อง พระสมเด็จ สายอื่น แต่ตอนหลังเห็นเพื่อนมันห้อยขุนแผนขี่โหงพราย บางคนห้อยนางสิกขี ส่วนไอ้เจ้าคนที่ 3 นี่ไปไกลกว่าเพื่อน  สะสมปลัดขิกมีทั้งแก่นขาม งาช้าง เขี้ยวหมูตัน กัลปังหา และเขาควายฟ้าผ่าเกือบ 10 ตัว แถมมาขอแบ่งตะกรุดจากศิษย์สุริโยไปอีก 2 ดอก  บอกจะเอาไปให้ลูกใช้ สงสัยคงจะพากันเจอ อิทธิปาฎิหาริย์ ของหลวงพ่อสังข์เข้าให้แล้ว พวกมันคงจะเล่นทางลัดจึงพากันยื่นคำขาดกับศิษย์สุริโยตรง ๆ ในฐานะเล่นหลวงพ่อสังข์ มานาน ตามความคิดเห็นของ ศิษย์สุริโย  อะไรคือที่สุดหลวงพ่อสังข์ พวกเขาบังคับให้ต้องตอบห้ามปฏิเสธ ในเมื่อเพื่อน ๆ ไว้วางใจและไม่อยากขัดศรัทธาเพื่อน จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือและเอกสารเก่า ๆ ที่พอจะหาได้ เฟสบุ๊ค เว็บไซด์  ฟังประสบการณ์ของลูกศิษย์รุ่นเก่า  ที่ใช้วัตถุมงคล ของหลวงพ่อสังข์ และการสอบถามข้อมูลจากผู้รู้ที่เป็นลูกศิษย์ที่ทันหลวงพ่อ บางคนเคยเป็นผู้ติดตามหลวงพ่อและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในครั้งนี้พิจารณาตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยมิได้นำสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อกำหนดหรือตัวชี้วัด คือ
                         1. ราคาซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน สูงหรือต่ำ เนื่องจากราคา อยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
                         2. ขนาดขององค์พระ แบบพกพา แบบบูชา ศิลปะในการออกแบบที่แปลกตาไม่เหมือนใคร และความสวยงาม เพราะว่า อยู่ที่มุมมอง และความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
                         3. หายาก เนื่องจากบางชิ้น สร้างให้เจาะจงเฉพาะตัวของแต่ละคนเพื่อประโยชน์สำคัญบางอย่าง  บางชนิดมีเพียงไม่กี่ชิ้น บางอย่าง มีเพียงชิ้นเดียว แต่เน้นจำนวนที่มีหมุนเวียนให้เห็นพอสมควรและเป็นที่ยุติโดยปราศจากข้อโต้แย้งว่าหลวงพ่อสังข์เป็นผู้สร้างและปลุกเสกจริงหรือไม่ แต่ต้องมีหลักฐานแน่นอนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นมาตรฐานสากล
               คราวนี้ อยากนำเสนอข้อมูลการสร้าง พระโคโพธิสัตว์ พิมพ์ใหญ่ เขาโค้ง ให้เพื่อน ๆ ช่วยกันพิจารณาครับ

               
              พระโคโพธิสัตว์ เนื้อผงพุทธคุณ ผสมผงว่าน ยา และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง จุ่มรัก พิมพ์ใหญ่เขาโค้ง ยุคแรก 



            พระโคโพธิสัตว์มีความพิเศษแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่นอย่างไร 
                           ห้อยพระโคโพธิสัตว์องค์เดียวเหมือนได้พกเครื่องราง 4 อย่าง(four in one)พร้อมกัน คือ พระฤาษีหน้าวัว(ตาวัว) พระโคโพธิสัตว์(วัวธนู) พญาวานร(ลิง) และพญานาคราช โดยหลวงพ่อใช้ศิลปะในการออกแบบแสดงให้เห็นเฉพาะส่วนศีรษะของรูปเคารพ 4 ชนิด ยื่นออกมาเฉพาะใบหน้ากลับด้านซ้อนกันอยู่ ส่วนด้านในได้จารยันต์คาถาหัวใจของรูปเคารพทั้ง 4 ชนิด ไว้ในแผ่นทองคำ เงิน หรือทองแดง ก็แล้วแต่หลวงพ่อจะเลือกใส่ไว้ในแต่ละองค์ไม่ซ้ำกัน และม้วนเป็นหลอดตะกรุดฝังไว้ทำเป็นกริ่ง เวลาเข่าดู จะรู้สึกได้ว่าเป็นตะกรุดฝังอยู่ด้านในทุกองค์


  
 เหตุผลหลัก ๆ ประกอบการพิจารณา
       1. พระโคเด่นทางด้านพุทธคุณอย่างไรบ้าง
                 1.1 พระฤาษีหน้าวัว(พระฤาษีตาวัว) พระนามจริงคือพระนนทิ เป็นพระฤาษีในชั้นเทพ นับถือกันว่าเป็นครูบาอาจารย์ทางด้านไสยศาสตร์ เป็นที่เคารพนับถือของเกจิอาจารย์ที่ร่ำเรียนทางด้านไสยศาสตร์และเวทมนต์คาถาอาคม อีกทั้งเหล่าศิลปินทุกแขนงยกย่องบูชาให้เป็นพ่อแก่พระองค์หนึ่ง  พระฤาษีนอกจากจะเป็นผู้บำเพ็ญพรตพรหมจรรย์แล้ว ยังมีฌานตะบะแก่กล้า มีความรู้ในศิลปวิทยา โบราณาจารย์และเกจิอาจารย์สมัยก่อนท่านเคารพนับถือพระฤาษีว่าเป็นบูรพาจารย์ผู้มีพระคุณอันประเสริฐ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ เกจิอาจารย์โบราณจึงนิยมสร้างรูปพระฤาษีไว้เป็นรูปเคารพสักการะบูชา เพื่อให้เกิดอานิสงส์ในการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ ให้เกิดความเข้มขลัง มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ เด่นทางด้านมีเสน่ห์ มีเมตตา มหานิยม โดยเฉพาะศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักการตลาดที่ต้องใช้วาทะศิลป์ ในการเจรจาพาทีนักโหราศาสตร์เป็นต้น


                 1.2 พระโคอุสุภราช หรือวัวธนูนั่นเอง เด่นทางด้านป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ รอบด้าน แคล้วคลาด  คุ้มครองป้องกันทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อาราธนาให้เฝ้าบ้านเรือนห้องหอ ดียิ่งนัก รวมทั้งกันและแก้คุณไสย์ ชับไล่ภูตผีปีศาจ วิญญาณ อาถรรพ์ต่าง ๆ กันกระทำย่ำยี ก็สุดยอด 


                         1.3 พญาวานร(ลิง) หรือ หนุมาน ซึ่งเก่งทั้งรบและรัก ได้ทั้งบู๊ ทั้งบุ๋น มีเสน่ห์ เด่นทางด้านเมตตามหานิยมรวมทั้งคงกระพันชาตรีก็เป็นเลิศ

                       
                    1.4 งูใหญ่หรือพญานาคราช เป็นสัญญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา ช่วยเสริมสร้างบารมี ช่วยปกป้อง คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายรอบด้าน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืน  และบันดาลให้เกิดโชคลาภอีกด้วย
               2.  พระโค เป็นเครื่องราง ของขลังที่สร้างยาก เป็นเครื่องรางยุคแรกที่ใช้ความพิถีพิถันในการสร้างสูง โดยเฉพาะมวลสารที่นำมาสร้าง เป็นการผสมผสานระหว่างผงพุทธคุณกับ พฤกษาศาสตร์พืชพรรณและสมุนไพรต่าง ๆ บวกกับการสร้างซึ่งเป็นงานฝีมือ(handmade)เริ่มตั้งแต่การแกะบล็อคซึ่งหลวงพ่อเป็นผู้ออกแบบและลงมือแกะเอง ทำได้สวยงาม แปลกตา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน(ทำสิ่งแปลก ๆ ยากที่จะหาเกจิอาจารย์อื่น ทำได้เสมอเหมือน) การเขียนผงลบผง การเสาะแสวงหาพืชพรรณสมุนไพรและสิ่งที่เป็นอาถรรพ์ต่าง ๆ แต่ละอย่างต้องครบ 108 การผสมมวลสาร การกดพิมพ์ด้วยมือทีละชิ้น การจุ่มรักน้ำเกลี้ยงเคลือบผิวเพื่อความคงทน สวยงาม(บางคนแพ้รักก็ทำไม่ได้) ต่อมานำไปผึ่งลมให้แห้งซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือของพระเณรในวัดช่วยกันทำ กล่าวกันว่าถ้าใครเข้าไปที่วัดในบางครั้ง จะเห็นการตากเครื่องรางบริเวณหน้ากุฏิหลวงพ่อเต็มไปหมด เมื่อแห้งสนิทดีแล้วสุดท้ายหลวงพ่อจึงได้นำเข้าพิธีปลุกเสกอย่างถูกต้องตามคัมภีร์ไสยเวทย์โบราณอีกครั้งจนครบสูตร จึงจะนำออกแจกจ่ายให้คนทำบุญ จึงเป็นวัตถุมงคลที่ดีนอก ดีใน ตามหลักฐานฝอยกำกับ ซึ่งหลวงพ่อพิมพ์ไว้ในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ใช้ห่อพระโคไว้แจกให้ลูกศิษย์และผู้มีศรัทธา


              นับว่าเป็นความโชคดีมากที่ค้นพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งเป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ เท่าฝ่ามือ ซึ่งหลวงพ่อสังข์ ได้พิมพ์บันทึกข้อมูลสำคัญที่บ่งบอกถึงมวลสารต่าง ๆ ที่หลวงพ่อนำมาสร้างเครื่องราง ของขลัง ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละอย่างเป็นของหายาก โดยจะต้องมีความรู้และความเพียรในการทำผงวิเศษ  ประกอบกับความรู้ทางด้านพืชพรรณสมุนไพรเป็นอย่างดีจึงจะหาสมุนไพรที่มีคุณวิเศษพบเจอ อีกทั้งต้องใช้เวลาอันยาวนานกว่าจะหาได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ซึ่งมวลสารดังกล่าวประกอบไปด้วย
                  2.1 ผงพุทธคุณ 108 หลวงพ่อนำผงวิเศษ ที่เกิดจากการเขียนและลบของหลวงพ่อที่ทำขึ้นเองและเก็บสะสมไว้ เช่น ผงปะถะม้ง ผงอิธะเจ ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงอิติปิโส ผงนะหน้าทอง ผงมหานิยม ผงธาตุทั้ง 4 และอื่น ๆ จำนวนมากถึง 108 อย่าง มาเป็นส่วนผสม คิดดูเอาเองว่าจะใช้เวลาในการทำผงยาวนานแค่ไหน
                  2.2 ผงยา 108 หมายถึง สรรพยาต่าง ๆ ที่ศักสิทธิ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นของหายากมาก อยู่ตามพงไพรและป่าลึก ตามภูเขาและถ้ำ ท่านว่าผู้มีบุญและวิชาอาคมเท่านั้น จึงจะหาพบเจอ โดยคัดเลือกเอาส่วนที่เป็น ราก เหง้า หัว ลำต้น แก่น ใบ เปลือก และดอก เช่น กฤษณากะรำพัก ขอนดอก พระยาไก่เตี้ย กำภัยทรงสะกาน พระยากล้วยป่า พระยากลึงบาดาล พระยาดาวโลหินี เจ็ดซอง สมิงคำราม แววนกกะลิง และอื่น ๆ  นำมาตากแดดให้แห้งและบดเป็นผง
                  2.3 ผงว่าน 108 หมายถึง ว่านต่าง ๆ ที่หลวงพ่อได้คัดเลือกชนิดที่มีอิทธิปาฎิหาริย์ตามธรรมชาติ สามารถคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติอันตรายต่าง ๆ รวมทั้งก่อให้เกิดเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาด ตามตำรากบิลว่าน ที่หลวงพ่อเที่ยวเสาะหาตามป่าเขาขณะเดินธุดงค์ และนำมาปลูกไว้ที่วัด เพื่อให้ว่านศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามตำรากบิลว่าน โดยจะต้องมีเคล็ดลับในการปลูก เช่น ปลูกในวันอังคาร เดือน 6 และต้องใช้แผ่นทองแดงลงยันต์อิติปิโสแปดทิศ และผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ฝังไว้โคนต้น การรดน้ำว่านเพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์ ต้องว่าคาถากำกับไปด้วย เมื่อหัวแก่จริง ๆ จึงจะทำการกู้ ก่อนที่จะกู้ต้องทำน้ำมนต์พรมให้ทั่วต้นว่านและบริเวณรอบ ๆ โคนต้น เสียก่อน แล้วจึงขุดหรือกู้ เมื่อจะใช้ประโยชน์ให้ฝานหัวว่านบาง ๆ ตากให้แห้งแล้วทำการบดเป็นผงว่านเพื่อนำไปผสมผงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ว่านที่สำคัญ เช่น ว่านดอกทอง ว่านสาวหลง ว่านพระฉิมหรือว่านพระสีวลี ว่านเพ็ชร์นารายณ์ ว่านไพลดำ ว่านหนุมาน เป็นต้น
                 2.4 เกสร 108 หมายถึง ผงเกสรดอกพฤษาชาตินานาชนิด ที่เป็นมงคล จำนวนถึง 108 อย่าง เช่น มะลิ พิกุล บุนนาค บัวทั้ง 5 (สัตตบุษย์ สัตตบรรณ ลินจง จงกลนี นิลอุบล) บัวหลวง สารภี เป็นต้น
                 2.5 ตะไคร่โบสถ์ 108 หมายความรวมถึง ตะไคร่เจดีย์ และตะไคร่ใบเสมารอบโบสถ์ ทางไสยศาสตร์เชื่อกันว่ากันภูตผีปีศาจและเสนียดจัญไร ตะไคร่ใบเสมา เป็นเมตตา มหานิยม และแคล้วคลาดดีนัก ตะไคร่รอบโบสถ์ ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ กันคุณไสย์ และแก้ธรณีสาร
 

           3. ฝอยกำกับวัตถุมงคลและเครื่องราง ของขลัง จะระบุอย่างชัดเจนว่า พระโคโพธิสัตว์เป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษและสำคัญที่สุดเนื่องจากหลวงพ่อสังข์เลือกนำมากล่าวถึงในวรรคแรก ส่วนพระอื่น ๆ นั้นสำคัญรองลงไปตามลำดับ แต่ไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้จึงไม่ทราบว่าเป็นวัตถุมงคลอะไร ชนิดไหนบ้าง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลชนิดใดก็ตาม ก็ย่อมมีความสำคัญรองจากพระโคโพธิสัตว์ที่เป็นวัตถุมงคลชิ้นเอกที่สร้างในคราวนี้แน่นอน 
              ส่วนพุทธคุณของพระโคนั้น หลวงพ่อระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าบูชาไว้ประจำบ้าน ก็จะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลประจำครอบครัว และถ้าใครพกพานำติดตัวไปด้วยก็จะสามารถคุ้มครองป้องกันภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ได้ทุกอย่างครอบจักรวาลกันเลยทีเดียว โดยหลวงพ่อเชื่อมั่นในเวทมนต์คาถาอาคมและความเข้มขลังของพระโคของท่านที่ปลุกเสกไว้เป็นอย่างดีถึงขนาดที่ว่า กล้าออกฝอยกำกับรับรองว่า พระโคที่รับแจกไปนั้นมีมวลสารอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง มีอิิทธิปาฎิหาริย์มีฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ตามที่ระบุไว้ในฝอย เปรียบเหมือนฝอยกำกับยารักษาโรคนั่นเอง แต่ถ้าใช้แล้วไม่เห็นผลและไม่พึงประสงค์แล้วอย่าทิ้ง ให้นำมาคืน(วัตถุมงคลอย่างอื่น รับไปแล้วก็แล้วเลยจะเอาไปทำอะไรก็ได้หลวงพ่อไม่สนใจ แต่พระโครับไปแล้ว วันหลังถ้าไม่พึงประสงค์ให้ส่งคืนด้วย)เพราะว่าหลวงพ่อเสียดายของศักดิ์สิทธิ์ของขลัง ที่หลวงพ่อตั้งใจ สร้างขึ้นเป็นพิเศษ (หลวงพ่อสังข์ ระบุไว้อย่างชัดเจนในฝอยกำกับ)ด้วยความเหนื่อยยากยาวนานกว่าจะได้แต่ละชิ้น จะสูญเปล่า ถ้านำมาคืนแล้วหลวงพ่อก็จะได้นำไปให้คนที่เห็นคุณค่าและนับถือศรัทธานำไปบูชาเพื่อให้เกิดประโยชน์ มิให้เป็นการเสียของต่อไป
             4. การปลุกเสก กล่าวกันว่า การปลุกเสกเครื่องราง ของขลัง โดยเฉพาะพระโคโพธิสัตว์ และอื่น ๆ ในยุคแรก ๆ หลวงพ่อใช้ความพิถีพิถันในการปลุกเสกมาก เริ่มต้นด้วยการปลุกธาตุด้วยแม่ธาตุใหญ่ก่อน คือ นะโมพุทธายะ ต่อมาก็ตั้งธาตุทั้ง 4 คือ นะมะพะทะ  ต่อมาก็หนุนธาตุด้วยธาตุกรณี คือ จะพะกะสะ แล้วใส่อาการ 32 เข้าไป เริ่มตั้งแต่ เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ฯลฯ เพื่อประสงค์ที่จะให้รูปเคารพนั้นเสมือนมีชีวิตใหม่ขึ้นมา แล้วจึงทำการเสกยัดอัดพุทธคุณทางด้านไสยเวทอันศักดิ์สิทธิ์ เข้าไป โดยใช้อำนาจพลังจิตที่หลวงพ่อได้ฝึกฝนและร่ำเรียนมาจนครบสูตร จนนับถือกันว่าหลวงพ่อเป็นผู้ที่สำเร็จฌาณสมาบัติ ขั้นสูง จนได้ฉายาว่า พระครูอุดมวรเวท  สุดท้ายก็ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกทำขวัญ เนื่องจากประเพณีอีสานเมื่อได้ของสิ่งใหม่ เช่น เด็กเกิดใหม่ ได้เมียใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่งใหม่ หรือซื้อรถคันใหม่  ก็จะใช้ด้ายสายสิญจน์เสกผูกรับขวัญอันเป็นการต้อนรับและแสดงความดีใจ เอิบอิ่มใจ อีกทั้งทางด้านไสยศาสตร์ ด้ายสายสิญจน์เสกผูกเอาไว้นัยว่าเพื่อป้องกันพระเวทย์วิทยาคมและพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ปลุกเสกไว้เป็นอย่างดี มิให้หนีหายหรือเสื่อมคลายความขลังลงไป แต่เป็นการการสะกดให้ยังคงอยู่กับวัถุมงคลนั้นตลอดไปตราบนานเท่านาน


                    ร่องรอยด้ายสายสิญจน์เสกที่หลวงพ่อพันไว้รอบห่วงทองแดง ก่อนที่จะนำไปจุ่มรักน้ำเกลี้ยงทับด้ายสายสิญจน์ลงไปอีกครั้ง
                  5. หลวงพ่อสังข์เป็นคนเลือกเอง 
                    ครั้งหนึ่งในคราวที่ รองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระพิมลธรรม(อาจ อาสภมหาเถระ)  ขณะดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุได้ถูกผู้บริหารคณะสงฆ์ในขณะนั้น แจ้งข้อกล่าวหาว่าท่านมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และศีลวิบัติขาดจากความเป็นพระเนื่องจากเสพเมถุนกับลูกศิษย์ในวัด ท่านถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ และตำแหน่งทางการบริหารคณะสงฆ์ทุกตำแหน่ง อีกทั้งถูกบังคับให้สละสมณเพศออกเสียจากความเป็นพระและถูกดำเนินคดีทางกฎหมายต่อมาถูกนำไปกักขังไว้ที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล(สันติบาลาราม)


                           แต่ท่านปฎิเสธ ไม่ยินยอมสละสมณเพศ โดยขอต่อสู้คดีในขณะที่ยังคงเป็นพระสงฆ์และไม่ยอมเปล่งวาจาว่าจะสึกจากความเป็นพระ แม้ว่าจะมีการฉุดกระชากผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากร่างก็ตาม แต่ท่านก็นุ่งห่มผ้าขาวแทนจีวร ถือศีล 227 ข้อ ประพฤติตนเป็นพระเหมือนไม่ลาสิกขา ต่อมาหลวงพ่อสังข์  สุริโย ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคุณเป็นอย่างดีเพราะช่วงหนึ่งก่อนไปอยู่วัดสระเกศกับพระอาจารย์บุญมี เคยไปอยู่วัดมหาธาตุ เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน อีกทั้งเป็นพระชาวอีสานเหมือนกัน(พระพิมลธรรมเป็นชาวขอนแก่น) ได้เข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจและทำพิธีสวดมนต์ให้พรและทำนายว่าไม่มีใครทำอะไรท่านเจ้าคุณได้ ให้ต่อสู้คดีความให้ถึงที่สุด จะชนะคดีความแน่นอน ก่อนกลับหลวงพ่อสังข์ได้มอบ พระโคโพธิสัตว์ พิมพ์ใหญ่ พร้อมสร้อยประคำให้เจ้าคุณและกำชับให้สวมคอไว้ตลอดเวลา จึงเป็นข้อมูลและหลักฐานที่สำคัญที่สุดว่าหลวงพ่อสังข์ได้เลือกเครื่องราง ของขลังที่ดีที่สุดและเชื่อมั่นที่สุดที่หลวงพ่อสร้างและปลุกเสกไว้เป็นอย่างดีว่ามีความขลัง มีอิทธิปาฏิิหาริย์ ที่จะสามารถช่วยปกป้อง คุ้มครอง ป้องกันภัยอัตรายจากอธรรมทั้งปวงรวมทั้งเพื่อช่วยพระพิมลธรรมให้สามารถชนะคดีได้  แล้วก็ลากลับ


                      สร้อยประคำพร้อมห้อยพระโคโพธิสัตว์พิมพ์ใหญ่องค์นี้ครับ ที่หลวงพ่อสังข์ มอบให้และเจ้าคุณพระพิมลธรรมห้อยไว้ติดคอตลอดเวลา(หลวงพ่อสังข์ เลือกเอง มีหลายพิมพ์ แต่เลือกพิมพ์ใหญ่)


                           ศิษย์สุริโย โชคดีมี 1 ชุด เป็นชุดที่มีลักษณะเดียวกันกับในคออดีตพระพิมลธรรมที่หลวงพ่อสังข์ได้มอบไว้ให้สรวมคอ กล่าวคือ เป็นสร้อยประคำและห้อยพระโคพิมพ์ใหญ่เป็นองค์ประธานครับ


สร้อยประคำยุคแรก ของแท้ และดั้งเดิม
                 
          
                      หลังจากต่อสู้คดีกันอย่างยาวนานหลายปีตั้งแต่ปี 2505 ถึง ปี 2509  พระพิมลธรรมได้สรวมประคำห้อยพระโคชุดนี้ไว้ตลอดเวลาไม่เคยห่างกายไม่ว่าจะอยู่ที่สันติบารารามหรือเวลาไปขึ้นศาล ในที่สุด ท่านชนะคดีความ ศาลยกฟ้อง ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป เจ้าคุณพระพิมลธรรมจึงได้กลับมาสรวมผ้ากาสาวพัสตร์อีกครั้ง ตามที่หลวงพ่อสังข์ได้ทำนายไว้ล่วงหน้า ต่อมาคณะสงฆ์ได้คืนตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ คืนสมณศักดิ์รองสมเด็จพระราชาคณะที่พระพิมลธรรม และต่อมาได้เลื่อนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่ สมเด็จพระสังฆราชในที่สุด จนกระทั่งได้ถึงแก่มรณะภาพในปี2533 สิริชนมายุได้ 86 ปี

   
                      ชุดนี้ เป็นของพระอาจารย์บุญมี  วัดสระเกศ ศิษย์เอก ที่พระอาจารย์พกติดตัวไว้ในย่ามตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนทั่วประเทศไทยหรือแม้แต่ไปต่างประเทศก็ไม่เคยขาด เป็นพระโคโพธิสัตว์ พิมพ์ใหญ่เขาโค้ง ลงรักปิดทอง ห้อยติดอยู่กับสร้อยประคำ( ศิษย์สุริโย ใคร่ขออนุญาตเจ้าของภาพและ พระอาจารย์บุญมี วัดสระเกศ เจ้าของพระ นำภาพ และข้อมูลเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเป็นอย่างสูงครับ) ศิษย์สุริโยเข้าใจว่า ที่หลวงพ่อสังข์ นำพระโคมาห้อยไว้กับสร้อยประคำ เนื่องจาก การมอบพระโคให้พระสงฆ์นั้น ควรจะห้อยไว้กับสร้อยประคำ จึงจะเหมาะแก่การพกพา เพราะว่าพระสงฆ์ไม่เหมาะที่จะห้อยวัตถุมงคลไว้กับสร้อย เช่น ทองรูปพรรณหรือโลหะอย่างอื่นเหมือนกับฆราวาส อีกประการหนึ่งก็เพื่อประโยชน์เพิ่มในการสวดมนต์ภาวนาซึ่งเม็ดประคำจะเป็นตัวช่วยในการนับคาบของการสวดมนต์มิให้หลงลืมหรือเสียสมาธิจากการนับคาบซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจำนวน  108 คาบ และสร้อยประคำส่วนใหญ่ก็จะมี 108 เม็ดพอดีเช่นกัน  แต่ต่อมาภายหลังก็ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการมอบเป็นชุดสร้อยประคำพร้อมพระโค ให้แก่ฆราวาสก็มีให้พบเห็นบ้างแต่มีจำนวนไม่มากนัก
                   พระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่มีสร้อยประคำห้อยพระโค หลวงพ่อสังข์ ก็คือ เจ้าคุณพระเทพวรมุนี(เสน ปัญญาวชิโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม(วัดพระโต) พระอารามหลวง อดีตเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ท่านนับถือหลวงพ่อสังข์ วัดนากันตม มาก ถึงกับยกย่องให้เป็นเกจิอาจารย์เลยทีเดียว



                       เฮียหยวย สันติยนต์ เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อสังข์ เคยเข้าไปทำพิธีลงอาถรรพ์ทั้งที่ตัว และที่กุฏิของท่านเจ้าคุณ และก่อนกลับ ได้มอบสร้อยประคำห้อยพระโคไว้ให้ใช้ติดตัว เล่ากันว่าท่านเจ้าคุณใส่ไว้ในย่ามติดตัวตลอดเวลาไม่ห่างกาย แต่เมื่อท่านเจ้าคุณมรภาพ ไม่ทราบว่าสร้อยประคำชุดนี้ ตกไปอยู่ที่ใคร


                    พระโคโพธิสัตว์พิมพ์ใหญ่ เขาโค้ง ลงรักน้ำเกลี้ยง ปิดทองพองาม


                       พระโคองค์นี้ กดพิมพ์ได้ คม ชัด ลึก  องค์พระสวยสมบูรณ์ ความเก่าถึงอายุ สังเกตุได้จากเนื้อพระและผิวพระแห้งหดตัวเป็นธรรมชาติแบบเดิม ๆ  ดูง่ายมาก ถ้าใช้สำนวนในวงไฮโลก็เปรียบเสมือน เปิดถ้วยแทง ได้เลย เป็นองค์ครูได้เลยครับสำหรับผู้เริ่มศึกษาและยังไม่ชำนาญในการดูเนื้อพระหลวงพ่อสังข์ 

 
                 พระโคโพธิสัตว์ พิมพ์ใหญ่ เขาตรง ห่วงทองแดงใหญ่ ปิดทองพองาม


                       พิมพ์ใหญ่ เขาตรงพิมพ์นี้เข้าใจว่า น่าจะเป็นพิมพ์ที่หลวงพ่อแกะขึ้นมาใหม่ หลังจากสร้างพิมพ์แรกออกมาไม่นาน แต่เนื้อหามวลสารก็จัดจ้านไม่แพ้กัน
                       จากการรวบรวมหลักฐานข้อมูล และข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างรอบด้านทุกมิติดังกล่าว มาประกอบการพิจารณาและประมวลผลในการตัดสิน ไม่ได้เกิดจากการจินตนาการ นั่งเทียน หรือสร้างมโนภาพเอาเองแต่ประการใด จึงพอสรุป ตามความเห็นของ ศิษย์สุริโย ได้ว่าที่สุดหลวงพ่อสังข์ ก็คือ พระโคโพธิสัตว์เนื้อผง พิมพ์ใหญ่ นั่นเอง ฟันธง 

                
                      กราบคารวะหลวงพ่อสังข์  สุริโย ด้วยความเคารพและศรัทธายิ่ง