วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

นก & ตะกรุดสาริกา


                    นกสาริกา ปั้นมือ ขนาดบูชา เนื้อผงพุทธคุณ ผสมครั่งและผงว่าน 108 ชนิด คลุกรัก หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ออกแบบ ปั้นมือ ผสมมวลสาร และ ทำพิธีปลุกเสกด้วยตนเองเสร็จสรรพ โดยไม่ต้องอาศัยตัวช่วยใด ๆทั้งสิ้น สุดยอดนะครับ


ดูเนื้อผงผสมครั่ง ชัด ๆ ครับ คลุกรักแดงอีกต่างหาก


                 เนื้อเก่า ถึงยุค ปั้นหน้าตาของนกสาริกาได้เหมือนจริง สมดังคำร่ำลือที่ลูกศิษย์หลวงพ่อ ยุคเก่าเล่าขานเป็นตำนานสืบต่อกันมาว่า หลวงพ่อสังข์ วัดนากันตม สุดยอดมหาเวทย์ตัวจริง เพราะว่า สร้างอะไรก็สวย ทำอะไรก็ขลัง



                     หลวงพ่อสังข์ ออกแบบเอง ผสมมวลสารเอง ปั้นเอง ปลุกเสกเอง โดยไม่ต้องอาศัยหลวงพี่นพ หลวงตามีในวัด หรือ ขอร้องญาติโยม ลุงมาหน้าวัด ตาสีข้างวัด หรือ น้าพรหลังวัด อีกทั้งไม่ต้องรบกวนท่านพัสดีในเรือนจำไหน ๆ ให้ยุ่งยาก เสียเวลาและเสียอารมณ์ เพื่อให้สั่งนักโทษ มาช่วยทำให้โดยผู้สร้างเอาแบบเล่นง่าย เพราะคอยแต่ปลุกเสกอย่างเดียว ทำให้มีหลายฝีมือ เล่นยาก เนื่องจากรูปแบบและฝีมือไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เหมือนเกจิอาจารย์อื่น ๆ บางองค์หรอกครับ หลวงพ่อสังข์ ท่านเล่นเองทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ  เป็นงาน handmade ทำทีละชิ้น ทุกชิ้นผ่านมือของหลวงพ่อโดยตรงทั้งหมด ขณะทำปลุกเสกไปพร้อม โดยไม่ได้เน้นปริมาณเหมือนในปัจจุบัน แต่เน้นความสวยงามและคุณภาพล้วน ๆ นับว่าเป็นภูมิปัญญาของเกจิอาจารย์ยุคเก่าโดยแท้ สมชื่อฉายา พระครูอุดมวรเวท จริง ๆ


ดูเนื้อหามวลสารซิครับ ดูเข้มขลัง สุดยอดมากครับ


ท่าทางกางปีก และหางได้สง่างาม


เขย่าดูแล้ว หลวงพ่อฝังกริ่งไว้ด้านใน เสียงดังกังวาลครับ


ประทับยันต์ เฑาะว์ขัดสมาธิ ไว้กลางหลังนก ตามสูตร เป๊ะ


                    ที่ขาของนกสาริกา พันไว้ด้วยด้าย สายสิญจน์เสก อีกต่างหาก ถ้าสังเกตุให้ดี ด้ายสายสิญจน์ของ หลวงพ่อสังข์ ชุดนี้ จะมีอยู่ 3 กลุ่ม พันรวมกันไว้อยู่ในชุดเดียวกันแต่พอจะสังเกตุได้ คือ กลุ่มเส้นเล็กสุด กลุ่มเส้นกลาง และ กลุ่มเส้นหนา

               แล้วตะกรุดสาริกาอยู่ไหนล่ะ ?


                      อยู่นี่ไงหล่ะ พี่น้อง อยู่ที่ใต้ฐานที่นกสาริกายืนอยู่นี่ไง ฝังไว้ใต้ฐาน แต่ไม่ฝังลึก เจตนาโผล่มาให้เห็นว่าเป็น ตะกรุดสาริกา ดอกเล็ก ๆ วัดความยาวได้ 1 เซ็นติเมตร พอดิบพอดี เข้าใจว่าเป็นตะกรุดทองคำ หรือ ทองเหลือง ไม่แน่ใจ นอกจากนั้น ยังประทับเลขยันต์ ไว้ 4 ตัว คือ 
                1.  เลข ๑ ใช้แทนยันต์ มิ
                2.  เลข ๒ ใช้แทนยันต์ พุทโธ
                3.  เลข ๓ ใช้แทนยันต์ มะ อะ อุ 
                4.  เลข ๘ ใช้แทนยันต์ พา มา นา อุ กะ สะ นะ ทุ

                    ส่วนพุทธคุณนั้น ตะกรุดโทนดอกเล็ก ๆ ยาวเพียง 1 เซ็นติเมตรที่เรียกกันว่า ตะกรุดสาริกา นั้น เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ลง นะมหานิยม เอาไว้และปลุกเสกด้วยคาถาที่เน้นไปในทาง เมตตา มหาเสน่ห์ มหานิยม และ การเจรจาพาทีเป็นเลิศ อีกทั้งเด่นในทางโชคลาภ ทางค้าขาย อย่างเอกอุ ไม่ว่า จะเป็นเกจิอาจารย์องค์ไหนสร้างก็ตาม

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตะกรุดไม้ไผ่


ตะกรุดไม้ไผ่ หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


เป็นเครื่องราง ที่หายากมาก อีกชนิดหนึ่ง ของหลวงพ่อสังข์


หลวงพ่อสร้างจาก ไม้ไผ้ที่ต้องอาถรรพ์ เท่านั้น ขนาดของตะกรุดโตประมาณนิ้วก้อย ความยาว 3 นิ้ว


                เกจิอาจารย์อื่น ที่สร้างตะกรุดไม้ไผ่ เห็นลงเหล็กจารตัวอักขระ อย่างมาก 4 แถว ๆ ละ ไม่เกิน 4 - 5 ตัว รวมแล้ว อักขระรอบตะกรุด ไม่เกิน 20 ตัว แต่ตะกรุด หลวงพ่อสังข์ ดอกนี้ ลงอักขระ 9 แถว ๆ ละ 15 ตัว รวมทั้งหมด 135 ตัว ยังไม่รวม ยันต์ใบพัด อันแทน มะ อะ อุ ปิดหัวท้าย อีก 2 ตัว ถ้ารวม ก็จะเป็น 141 ตัว  เล่ากันว่า หลวงพ่อสังข์ ใช้พลังจิตในการลงเหล็กจารกับตะกรุดไม้ไผ่ที่แข็ง เล็กขนาดเท่านิ้วก้อย และความยาวถึง 3 นิ้ว อีกทั้งตะกรุดไม้ไผ่มีลักษณะกลม ตัวอักขระที่ลงก็มีขนาดเล็ก  จึงทำให้จารยากมาก  หลวงพ่อจึงต้องใช้พลังจิตในการลงเหล็กจารสำหรับตะกรุดชนิดนี้



ไม้ไผ่ แห้ง เก่า ได้อายุ


                       การสร้างตะกรุดไม้ไผ่ ของหลวงพ่อสังข์ นั้น ท่านจะต้องสร้างจากไม้ไผ่ต้องอาถรรพ์ เท่านั้น กล่าวคือ จะต้องเป็นไม้ไผ่ที่เกิดจากไม้ที่เขาใช้หามผีตายโหง ที่ตายผิดธรรมชาติ เช่น  ถูกยิงตาย  ฟ้าผ่าตาย  หรือตายจากอุบัติเหตุต่าง ๆ  ซึ่งศพเหล่านี้โบราณเขาจะไม่ทำการเผาทันทีเพราะถือว่าเฮี้ยน  แต่เขาจะทำการหามไปฝังไว้ในป่าช้า  แล้วจึงจะทำการขุดขึ้นมาเผาอีกครั้งเมื่อฝังไว้ครบ   100  วัน  1  ปี  หรือ  2   ปี  ก็แล้วแต่ความเชื่อของญาติผู้ตาย  ส่วนไม้ไผ่ที่หามผีไปป่าช้านั้น เขาจะไม่นำกลับเข้ามาในหมู่บ้าน แต่เขาจะทิ้งหรือเสียบไว้ข้างหลุมศพ เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าศพฝังไว้ที่ตรงไหน เพื่อที่จะเป็นการง่ายในการขุดขึ้นมาเผาในโอกาสข้างหน้า  ต่อมา  เวลาผ่านไปเป็นเดือน ปี  ไม้ไผ่นั้นก็จะงอกและแตกกิ่ง แตกแขนงขึ้นมา หลวงพ่อจึงจะไปทำการพลีกรรม เอากิ่งและแขนงที่แตกออกมา นั้นนำมาสร้างเป็นตะกรุด โดยลงเลขยันต์รอบกิ่งไผ่และปลุกเสกตามกรรมวิธีของหลวงพ่อ  และ จะมอบให้แก่ลูกศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้นครับ.........เขียนโดย สมนึก ....www.meeboard.com


ส่วนพุทธคุณนั้น ครอบจักรวาลครับ


วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ชูชก หลังประทับยันต์



                   ชูชก เนื้อผงพุทธคุณ ผสมครั่ง และ ว่านยา 108 คลุกรัก ไม่ปิดทอง หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ การออกแบบศิลปะ ดูคลาสสิกมาก

 

                   ด้านหลังเรียบ ประทับยันต์ เฑาะว์ขัดสมาธิใหญ่ ซึ่งยันต์ เฑาะว์ ของหลวงพ่อสังข์ มีอยู่หลายรูปแบบ แต่ผู้เขียนเห็นว่า ยันต์เฑาะว์ใหญ่รูปแบบนี้ หลวงพ่อ ออกแบบได้สวยงามมากที่สุด


เปรียบเทียบขนาดกับไฟแช็ก


เนื้อผง ผสมครั่ง คลุกรักแดง สวยงามมาก

                     ชูชก หลอกพรานเจตบุตรโดยเล่ห์เพทุบายว่า เป็นทูตหลวงนำพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงสัญชัยมาถวายพระเวสสันดร

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ชูชก ขนาดบูชา



                   ชูชก ขนาดบูชา ปั้นมือ เนื้อผงพุทธคุณ ผสมครั่งและผงว่านยา 108 คลุกรัก ปิดทองพองาม


                       ฝีมือการออกแบบรูปลักษณ์ และ ฝีมือการปั้นชั้นครูอีกแล้ว


                              รูปร่าง หน้าตา จมูก  มวยผม หนวดเครา ท่าเดิน อีกทั้งยังไม่ใส่เสื้อ มองเห็นสะดือโบ๋ ช่างเหมือนชูชก ในภาพวาดพุทธประวัติที่เราเคยเห็นกันอยู่ในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในหนังสือเรียน หรือในผนังโบสถ์ เป็นต้น


                        เนื้อผงผสมครั่ง หรือ ขี้ครั่ง ( ยางหรือชันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ขับถ่ายออกมาจากตัวแมลงครั่ง ) เมื่อลงรักปิดทองเข้าไปแล้ว มองดูแล้วสวยซึ้งงดงามมาก สีออกน้ำตาลอมแดง (สมัยก่อนขี้ครั่งใช้ย้อมสีแดง) ถือเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณโดยแท้


เพิ่มภาพอีกมุม


                         มือขวาถือไม้เท้า ที่พันด้วย ด้ายสายสิญจน์ ตามสูตร เป๊ะ


                        ด้านหลังของชูชกแบกย่ามใบใหญ่ไว้ที่บ่าซ้ายอย่างมั่นคง



                        ใต้ฐานประทับยันต์ เฑาะว์ขัดสมาธิ และ ฝั่งกริ่งอีกต่างหาก



                       ส่วนพุทธคุณนั้น ตามตำนานก็เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่า ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งการขอ เป็นคนขอทานจนมีเงินทองทรัพย์สินมากมาย มีภรรยาสวย มีเมตตามหานิยมและโชคลาภมาก อุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างล้นเหลือ ดังนั้นในทางไสยศาสตร์จึงมีไว้เพื่อกราบไหว้บูชา เป็นเคล็ดในการขอพรเพื่อดลบันดาลให้เกิด โชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ในทางโภคทรัพย์ ความสำเร็จสมประสงค์ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง  ขอให้มีภรรยาสวย ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และ ขออะไรที่อยากจะขอนั่นแหละครับ
             
อานิสงส์

         ผู้บูชามหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ชูชก  ตามตำนานเชื่อกันว่า จักได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์  ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าคนทั้งหลาย  จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต  แม้จะได้สามีภรรยา  และบุตรธิดาก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย


วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำพระพุทธมนต์ ตำหรับ หลวงพ่อสังข์


พระครูอุดมวรเวท (หลวงพ่อสังข์  สุริโย)

                        เรื่องเล่า หลวงพ่อสังข์ มีอยู่มากมายหลายเรื่อง ลูกศิษย์หลวงพ่อสังข์ ใคร ๆ ก็รู้ว่า หลวงพ่อทำอะไรก็สวย ทำอะไรก็ขลัง และ ก็มักจะทำสิ่งแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน อยู่บ่อย ๆ  เมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปอยู่อำเภอกันทรลักษ์ 3 - 4 ปี ได้รู้ได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อมากมายหลายเรื่อง ครั้งหนึ่ง ชาวบ้านนากันตม อดีตทหารเกณฑ์ ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันน่าจะอายุประมาณ 65 - 70 ปี เคยบวชกับหลวงพ่อสังข์ ต่อมาลาสิกขาไปเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อปลดประจำการแล้ว จึงไปติดตามเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อที่วัดนากันตม หลวงพ่อลงไปกรุงเทพฯ ก็ติดตามไปด้วย ได้รู้ได้เห็น ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหลายครั้ง ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ลูกศิษย์ของหลวงพ่อ เป็นนายทหาร นายตำรวจ นายแพทย์ และพ่อค้าคหบดีเจ้าของบริษัทใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ มีมากมาย เมื่อหลวงพ่อลงมากรุงเทพ ฯ ก็มักจะไปพักที่วัดสระเกศ ที่กุฏิของพระอาจารย์บุญมี ลูกศิษย์ลูกหาก็จะคอยฟังข่าวว่า หลวงพ่อจะลงมากรุงเทพฯ เมื่อไร เมื่อทราบข่าวว่าหลวงพ่อลงมากรุงเทพ ฯ ก็จะพากันไปหาที่วัด ให้ทำพิธีต่าง ๆ  บ้างให้ช่วยรดน้ำมนต์เพื่อความเป็นศิริมงคล บ้างปรึกษาหารือให้ช่วยแก้ไขเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจต่าง ๆ บ้างให้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บ้างมาขอเครื่องราง ของขลัง วัตถุมงคล หลวงพ่อก็สงเคราะห์ไปทุกราย ปรากฏว่าได้ผลดี จึงเล่ากันปากต่อปาก ทำให้นานวันเข้ามีลูกศิษย์ลูกหา มากขึ้น โดยเฉพาะพวกคุณหญิง คุณนาย นายนายทหาร นายตำรวจ นับถือมาก จนถึงขนาด บางครั้งพากันเหมารถเป็นหมู่คณะไปทำบุญทอดกฐิน ผ้าป่า ที่วัดนากันตมกัน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กันเลยทีเดียว

                        วันหนึ่ง ลูกศิษย์หลวงพ่อท่านนี้เล่าว่า หลวงพ่อสั่งให้เด็กวัดมาเรียกเข้าไปพบที่วัดตั้งแต่เช้า บอกให้ไปหาหม้อดินใหม่  ๆ ขนาดหม้อหุงข้าวมาให้หลวงพ่อ สัก 1 ใบ เพื่อจะทำพิธีบางอย่าง เนื่องจากจะมีคณะลูกศิษย์ซึ่งเป็นนายทหารจากกรุงเทพ ฯ จะมาพบ ในวันนี้ เขาก็ได้แต่สงสัยและแปลกใจ ว่าหลวงพ่อจะเอาหม้อดินไปทำอะไร แต่เมื่อหลวงพ่อสั่งก็ต้องไปหามาและก็ไม่กล้าที่จะถาม ซึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน หม้อปั้นดินเผาก็หาซื้อไม่ยาก มีขายกันอยู่ทั่วไปตามชนบท เมื่อได้หม้อดินมาแล้ว หลวงพ่อก็สั่งให้ไปตัดใบตองกล้วยที่ปลูกอยู่มากมายหลังวัดมาสัก 2 - 3 ก้าน ตัดเอาก้านออกให้เหลือแต่ใบ เตรียมไว้ ช่วงนั้นเห็นหลวงพ่อนั่งหั่นพวกหัวว่านชนิดต่างๆ ที่หลวงพ่อปลูกเอาไว้โดยหั่นออกเป็นแว่นเล็ก ๆ  เสร็จแล้วหลวงพ่อใส่ไว้ในพานและยกขึ้นแนบอก ทำพิธีปลุกเสกตามวิธีการของหลวงพ่ออยู่นานพอสมควร ต่อมา สักประมาณก่อนเพล คณะลูกศิษย์จากกรุงเทพ ฯ ก็มาถึง พากันนำข้าวปลาอาหารมาถวายหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อฉันเพลเสร็จแล้ว แต่ละคน ก็ขอให้หลวงพ่อ ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ บางคนก็ขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนก็ขอให้ชนะคดีความ บางคนก็จะไปต่างประเทศให้เดินทางแคล้วคลาด ปลอดภัย เป็นต้น

                        ต่อมาหลวงพ่อสั่งให้ผู้เล่า ไปก่อไฟต้มน้ำโดยใช้ไม้ฟืนตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมายในสมัยนั้น เสร็จแล้วสั่งให้ลูกศิษย์แต่ละคนเขียนชื่อนามสกุลและวันเดือนปีเกิดของตัวเองลงในใบกล้วยที่เตรียมไว้ เมื่อครบทุกคนแล้วหลวงพ่อสั่งให้ผู้เล่า ใส่น้ำลงไปในหม้อดินจนเกือบเต็มหม้อ และก็ให้นำว่านยาชนิดต่าง ๆ ที่หั่นไว้แล้วพร้อมทั้งปลุกเสกเรียบร้อย ใส่ลงไปในหม้อ ซึ่งผู้เล่าบอกว่า มีกลิ่นหอมเย็นจากหัวว่านที่หั่นเป็นแว่น ๆ โชยมาติดจมูกเลยทีเดียว จากนั้นหลวงพ่อสั่งให้นำใบกล้วยไปครอบปากหม้อดิน และใช้ตอกไม้ไผ่มัดใบกล้วย ให้ติดกับปากหม้ออย่างแน่นหนา หลวงพ่อเป็นคนใช้นิ้วกรีดใบกล้วยให้แตกเป็นแนวยาวเพื่อจะให้ไอน้ำจากหม้อระเหยออกมาภายนอกได้ แล้วก็ยกขึ้นตั้งไฟ

                       ชั่วอึดใจ น้ำก็เดือดพล่านส่งกลิ่นหอมของว่านยาคะคลุ้งไปทั่ว ซึ่งทุกคนก็สัมผัสได้ในความหอม หลวงพ่อสั่งให้ผู้เล่าไปเอาถาดสังกะสีในครัวออกมา ยกหม้อดินลงจากเตาไฟแล้วแก้มัดใบกล้วยออกชั่วครู่ก็เทน้ำออกจากหม้อดินลงไปในถาดจนหมด ทิ้งไว้รอให้เย็น ระหว่างนั้นหลวงพ่อก็พูดคุยทำนายทายทักคณะลูกศิษย์ที่มาพบจนครบทุกคน จากนั้นก็บอกให้ทุกคนเข้ามานั่งใกล้ ๆ จะทำพิธีรดน้ำมนต์ให้ ต่อจากนั้นสิ่งที่ทุกคนได้เห็นก็คือ หลวงพ่อนำหม้อดินใบนั้น คว่ำปากหม้อลงบนถาดสังกะสีที่มีน้ำซึ่งเทออกมาจากหม้อ ซึ่งมีอยู่ประมาณครึ่งถาดสังกะสี จากนั้น หลวงพ่อก็หลับตาร่ายมนต์พร้อมกับใช้มือขวาเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะลงไปที่ก้นหม้อดิน สิ่งที่ทุกคนรวมทั้งผู้เล่าได้เห็นและตกตะลึง ก็คือ น้ำมนต์ในถาดสังกะสี ค่อย ๆ ถูกดูดกลับคืนเข้าไปในหม้อได้เองโดยได้ยินเสียงฟองอากาศดังฟอด ๆ ๆ ๆ ชัดเจน หลวงพ่อก็ร่ายมนต์และเคาะก้นหม้อเป็นจังหวะไปเรื่อย ๆ จนน้ำมนต์หมดถาดสังกะสี ทั้ง ๆ ที่หม้อดินก็คว่ำอยู่ เมื่อหลวงพ่อจับหม้อดินหงายปากหม้อขึ้นก็เห็นน้ำมนต์กลับคืนเข้าไปอยู่ในหม้อดินจนเกือบเต็มเท่าเดิมเป๊ะ

                       หลังจากนั้นก็สั่งให้ผู้เล่าเอาน้ำมนต์จากหม้อดินไปเทผสมน้ำธรรมดาในอ่างน้ำมนต์ขนาดใหญ่พอสมควรที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น แล้วตักใส่ขันน้ำมนต์มาพอประมาณเพื่อให้หลวงพ่อได้ประพรมให้ลูกศิษย์กลุ่มนั้นจนครบทุกคน ส่วนใครจะเอาไปบูชาที่บ้านหลวงพ่อก็ไม่ขัดข้อง แต่ให้หาภาชนะใส่กันเอาเอง 

                       นายทหารใหญ่ท่านหนึ่งในกลุ่มนั้นมาพร้อมคุณนาย ท่านแปลกใจมาก ได้เรียกผู้เล่าไปถามว่า ติดตามหลวงพ่อมานานหรือยัง เมื่อตอบว่านานแล้วจึงถามต่ออีกว่า เคยเห็นหลวงพ่อทำน้ำมนต์ลักษณะนี้หรือเปล่า ซึ่งผู้เล่าก็ตอบว่าไม่เคยเห็น ก็เพิ่งจะเห็นครั้งแรกพร้อมกับท่านนี่แหละ นายทหารท่านนั้นก็ถามต่ออีกว่า หม้อดินใบนี้เป็นของหลวงพ่อทำขึ้นมาใช้เองหรือ ผู้เล่าตอบว่า ไม่ใช่ เพราะตัวเขาเพิ่งจะไปหาซื้อมาจากตลาดอำเภอกันทรลักษ์เมื่อเช้าวันนี้เอง แต่ท่านก็ยังไม่หายสงสัยข้องใจ เพราะท่านรำพึงพอให้ได้ยินว่า หลวงพ่อต้องเล่นกลหรือไม่ก็คงอาศัยหลักวิทยาศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน กลับไปบ้านเขาจะต้องไปทำการทดลองทำแบบหลวงพ่อดู แล้วคณะก็พากันกลับไปกรุงเทพ ฯ

                       หลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์นายทหารคนดังกล่าว ได้กลับมาที่วัดนากันตมอีก คราวนี้มากันสามคนกับนายทหารคนสนิทและคนขับรถ มาตั้งแต่เช้านำอาหารคาวหวานหลายชนิด รวมทั้งผลไม้ชนิดต่าง ๆ ขนมาจากกรุงเทพฯ มาถวายหลวงพ่อ และถือโอกาสคุยกับหลวงพ่ออยู่เป็นเวลานาน คงจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อไปแล้ว ผู้เล่า มองดูอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกับหลวงพ่อบ้าง เห็นแต่ หลวงพ่อล้วงเอาเครื่องราง ของขลัง จากย่ามให้นายทหารคนนั้นไป 2 -3 อย่าง แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร   ก่อนกลับ นายทหารคนนั้น เดินมาหาผู้เล่า พูดเบาๆ พอได้ยินว่า หลวงพ่อสังข์ องค์นี้ พลังจิตและเวทมนต์คาถาอาคมช่างแก่กล้ายิ่งนัก สามารถเรียกน้ำมนต์กลับเข้าไปอยู่ในหม้อดินได้เอง ด้วยการบังคับของสมาธิจิต เขาไปทดลองทำดูที่บ้าน ทั้งตบทั้งเคาะไปที่ก้นหม้อดินจนแตกไป 3 ใบ น้ำก็ไม่ไหลกลับเข้าไปในหม้อแม้เพียงสักหยดเดียว และก็สารภาพกับผู้เล่าว่า ที่มาคราวนี้ เพื่อกลับมากราบขอขมาหลวงพ่อที่เขาเคยคิดอคติกับหลวงพ่อในทางไม่ดีมาก่อน เพราะเคยคิดว่าหลวงพ่อองค์นี้อาจจะหลอกลวงเอาเงินญาติโยมมาใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้สร้างวัดจริง และ เก่งอย่างไรหนอ คนถึงนิยมเข้าหายิ่งนักรวมทั้งคุณนายของท่านเองด้วย  จึงได้ตามคณะของคุณนายเพื่อมาพิสูจน์ให้ได้เห็นของจริง ซึ่งเขาก็รู้สึกสังหรณ์ใจตั้งแต่ตอนก่อนที่หลวงพ่อจะทำพิธีเรียกน้ำมนต์กลับเข้าไปในหม้อ ว่า หลวงพ่ออาจจะหยั่งรู้ว่าตัวเขาคิดไม่ดีกับหลวงพ่อ ซึ่งก็จริง ได้แต่แปลกใจว่าหลวงพ่อทราบได้อย่างไรเพราะไม่เคยเล่าให้ใครฟัง วันนั้น หลวงพ่อสั่งให้ทุกคนเข้ามานั่งใกล้ ๆ โดยเฉพาะชี้มาที่ตัวเขาให้เข้ามานั่งข้างหน้า  เมื่อได้เห็นด้วยตา นายทหารท่านนั้นถึงกับออกปากชมหลวงพ่อให้ผู้เล่าฟังว่า หลวงพ่อท่านมีพลังจิตอยู่ในระดับสูง ไสยเวทย์แก่กล้ามาก คงจะทราบด้วยญาณอย่างใดอย่างหนึ่งว่าท่านมีความสงสัย ข้องใจ ต้องการมาพิสูจน์ จึงแสดงให้เห็นเสียเลย

                       ส่วนพลังจิตและวิชาอาคมทางด้านไสยเวทย์ของหลวงพ่อสังข์ จะอยู่ในระดับใดหรือสูงส่งแค่ไหน อย่างไร นั้นไม่มีใครทราบ อีกทั้งหลวงพ่อก็ไม่เคยคุยโอ้อวดให้ใครฟัง สมัยก่อนแถบทางอีสานใต้ ติดชายแดนเขมร มีชาวเขมร ชาวส่วย ที่ร่ำเรียนวิชาฝ่ายมนต์ดำมีเป็นจำนวนมาก บางคนร้อนวิชา ถึงขั้นมีการปล่อยคุณไสย ลมเพลมพัด บังฟัน เสกหนังควายเข้าท้อง เพื่อลองวิชากันอยู่บ่อย ๆ เคยมีคนมาลองวิชาหลวงพ่ออยู่หลายครั้ง แต่ก็ทำอะไรหลวงพ่อไม่ได้ สุดท้ายโดนวิชาของตัวเองย้อนกลับเข้าตัว แทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องมากราบขอขมาหลวงพ่อให้ช่วยแก้ไขให้ ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว




                        ดังนั้น หลวงพ่อจึงสร้างรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณยืนถือกระบองตั้งตระหง่านอยู่ปากทางเข้าประตูวัด พร้อมกับเขียนป้ายเพื่อเตือนสติผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย ก่อนเข้าไปในวัดว่า มาดีมีชัย มาดีมีโชค มาร้ายยักษ์กิน ซึ่งรูปปั้นนั้นก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เท่าทุกวันนี้


วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อีเป๋อ 1


                    อีเป๋อ  เนื้อโลหะผสม ฝีมือการแกะบล็อค สร้าง และปลุกเสกโดย หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


                        ฝีมือการแกะบล็อค ค่อนข้างแกะได้ละเอียด เหมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะ สีหน้า  ท่าทาง หน้าอก ทรวดทรง องค์เอว นิ้วมือ นิ้วเท้า เส้นสาย  สรีระส่วนต่าง ๆ รวมทั้งเส้นผม และ ดอกไม้ที่ทัดหู ถ้านับเวลาย้อนหลังกลับไป ประมาณ 30 กว่า ปีก่อน แกะบล็อคได้ระดับนี้ ต้องถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือการแกะบล็อคเลยทีเดียว


                        หลวงพ่อลงเหล็กจารทั้งตัว ตั้งแต่ศรีษะ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง หน้าอก แขนทั้งสองข้าง หลังมือ หน้าท้อง แผ่นหลัง ไล่ลงมาจนถึงก้น หว่างขา หัวเข่า ขาทั้งสองข้าง รวมทั้งใต้ฝ่าเท้า เท่าที่ผมดูส่วนใหญ่ที่ลงจะเป็น นะมหานิยม ซึ่งลงไว้หลายจุด อย่างภาพนี้ เห็นชัด ๆ ที่หน้าอก


                          ที่หน้าท้องตรงสะดือ ผมสังเกตุเห็นว่าหลวงพ่อลงเป็นยันต์ นะลิ้นทอง ซึ่ง นะตัวนี้ ถือว่าเป็นเสน่ห์ เมตตา มหานิยมดีนักแล ส่วนยันต์ที่เข่าทั้งสองข้าง ผมดูไม่ออก เพราะสึกไปเยอะ เนื่องจากถูกใช้มาอย่างโชกโชน


                                                    
ที่ต้นแขนซ้าย ลงยันต์ อุนาโลม ยังพอเห็นชัดอยู่


ที่แก้มขวาลงยันต์ นะมหานิยม แถมมีดอกไม้ทัดหูอีกต่างหาก


หลวงพ่อใส่ห่วงคู่ด้านหลัง เขย่าดูหลวงพ่อไม่ได้ฝังเม็ดกริ่ง


สังเกตุเห็นรอยเหล็กจารที่ต้นแขนชัดเจน


                 ภาพเครื่องราง ที่ผมแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ชมนั้น ขออย่าให้มองว่าเป็นภาพน่าเกลียดหรือลามกอนาจาร แต่ขอให้มองว่าเป็น ศิลปะ เป็นภาพของ วัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ชนิดหนึ่ง  ดังคำพูดของ รศ.นิพัทธ์ จิตรประสงค์ เจ้าของหนังสือ อาณาจักร เครื่องราง ของขลัง อันโด่งดังตลอดกาล ว่า ........พวกปลัดขิก อีเป๋อ ม้าเสพนาง อิ้น อะไรทำนองนี้ โปรดอย่าไปมองแบบเซ็กส์ มันไม่ใช่ โบราณไม่ได้สร้างมาเพื่ออย่างว่านั้น แต่เน้นไปทางเมตตา ค้าขาย เสียมากกว่า ทุกอย่างมีที่มา ........อย่างม้าเสพนางของทางเหนือก็มีตำนานบอกเล่าที่มา จะเป็นนิทาน นิยายก็เป็นที่มา ไม่ใช่นึกจะสร้างก็ทำขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าจะเล่นเครื่องราง ต้องมองว่า นี่คือเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไร........  



                   ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นใช้ทางด้านมหาเสน่ห์ เมตตา มหานิยม เด่นยิ่งนัก  อีกทั้งค้าขาย เจรจาพาที และคดีความก็ไม่เป็นรองใคร แต่ก็หาของได้ยากยิ่งนัก หลวงพ่อน่าจะสร้างไว้เพียงไม่กี่ตัว เจอที่ไหนให้รีบคว้าไว้ซะ อย่าปล่อยให้เธอลอยนวลไปเป็นอันขาด ขอบอก        

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พระฤาษีสุตะ




                      พระฤาษีสุตะ เนื้อผงพุทธคุณ ผสมครั่งและผงว่าน 108 ชนิด คลุกรัก ปั้นมือ ขนาดบูชา หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม




                             หลวงพ่อปั้นได้สวยงาม ถูกต้อง ตามตำรับตำรา ยากที่จะหาเกจิอาจารย์อื่น ทำได้เสมอเหมือน มองดูแล้วเข้มขลัง ที่ฐานองค์พระฤาษี พันด้วยด้ายสายสิญจน์เสก ตามสูตรของหลวงพ่อ




                      การออกแบบและการปั้นทำได้สมจริง ลักษณะท่านั่งสำรวม อ่อนน้อม น่านับถือ ผมยาวมุ่นเป็นมวย พันรอบศรีษะไว้อย่างเรียบร้อย ไว้หนวดเครายาวเสมอหน้าอก คล้องสร้อยประคำเม็ดโตน่าเลื่อมใส ดูแล้วฝีมือการปั้นชั้นครู เขย่าดูหลวงพ่อฝังกริ่งไว้เสียงดังกังวาล


                    ด้านหลังครับ สังเกตุการครองผ้านุ่ง และ มีผ้าพาดบ่าคล้ายผ้าสังฆาฏิของพระสงฆ์ไทย



                        ใต้ฐานองค์พระฤาษี หลวงพ่อประทับยันต์ เฑาะว์ขัดสมาธิ หรือ เฑาะว์มหาพรหม ซึ่งเป็นยันต์ประจำตัวของหลวงพ่อสังข์ ไว้เป็นสำคัญว่า เป็นฝีมือของหลวงพ่อแน่นอนตามสูตรเป๊ะ


            ประวัติ พระฤาษีสุตะ
                             พระฤาษีสุตะ เป็นฤาษีในชั้นดิน เป็นศิษย์เอกของ มหาฤาษีวยาสะ หนึ่งในคณะอาจารย์แห่งฤาษีชั้นฟ้าและชั้นดิน ฤาษีสุตะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับอ่าน โศลก และ แตกฉานเชี่ยวชาญใน คัมภีร์ปุราณะ ทั้ง 27 ปุราณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระศิวะปุราณะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 24,000 บาท แยกย่อยได้อีกเป็น 7 สัมหิตา (เรื่องราวโดยสังเขป) ฤาษีสุตะ มีรูปกายเป็นชายในสังขารราว 60-70 ปี ผิวกายขาว ร่างกายทาด้วยขี้เถ้า ไว้เหนวดเครายาวเสมอหน้าอก ผมยาวมุ่นเป็นมวย ผมเผ้าหนวดเคราเป็นสีดำสนิท นุ่งห่มผ้าสีเหลือง,ส้ม คล้องประคำ รุทรากษะ ดังนั้น ในมือของพระฤาษีสุตะที่ประคองอยู่นั้น น่าจะเป็น คัมภีร์ปุราณะ




                     ผู้ที่เรียนทางเวทย์มนต์ คาถาอาคมถือว่า พระฤาษีสุตะ เป็นครูบา อาจารย์ ทางด้านไสยศาสตร์ คือ ผู้สั่งสอนและถ่ายทอดวิชชาไสยศาสตร์ให้สืบต่อตกทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า หรือ อาจหมายถึงสิ่งอันทรงอานุภาพ ทรงศักดิ์ ทรงฤทธิ์ มีอำนาจในการประทานอำนาจเพื่อให้ผู้ที่ประกอบพิธีสามารถทำพิธีได้สำเร็จ

                      เนื่องจากพระฤาษีสุตะ ท่านเชี่ยวชาญทางด้านทำนาย โศลก และ แตกฉานการอ่านคัมภีร์ปุราณะ เราควรมารู้จัก 2 คำนี้พอสังเขบดังนี้ครับ
                    
                      คำว่า โศลก หรือ ทางอีสานบ้านเฮา เรียกว่า โสก คือ การทาย นับ แทก วัด เพื่อเป็นตัวกะเกณฑ์สิ่งของที่สิเฮ็ด มีมา หรือได้มา ว่าถืกโสกต้องตามตำราให้เป็นมงคล ค้ำคูณ  หรือ ได้มาแล้ว เกิดขึ้นแล้ว จะช่วยให้ โชคหมานหรือบ่อ แปลความหมายให้เข้าใจได้ หมายถึง การทำนายทายทัก การวัด การนับจำนวน ส่วนสัด หรือ การกำหนดลักษณะ หรือแบบอย่างที่เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่ง โสกนั้น มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี ถ้าดี เรียกว่าถูกโสก ถ้าไม่ดี เรียกว่า ไม่ถูกโสก ส่วนสัดหรือลักษณะใช้ทั้งกับคน หรือสิ่งของ  คนโบราณชอบเรียกคนไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่สำรวม ไม่ได้เรื่อง ไม่เหมาะสมดีงาม ทำในสิ่งไม่ควร  เช่น เมื่อเดินไปก็เตะโน้นโดนนี้ว่าเป็นคนบ่ถูกโสก ส่วนวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เมื่อสิ่งใดไม่ถูกลักษณะหรือส่วนสัด หรือแบบอย่างตามความเชื่อเรื่องโชคลางที่นับถือสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ก็เรียกสิ่งนั้นว่า ไม่ถูกโสกเหมือนกัน เช่น โสกฆ้อง โสกมีด โสกดาบ โสกปืน โสกอู่ โสกครก โสกไม้คาน โสกบ้าน โสกกุฏิ ฯลฯ ดังนั้น คนที่จะบอกว่า คน วัตถุ หรือ สิ่งของใด ๆ ดีหรือ ไม่ดี คือ ถูกโศลกหรือไม่ จะต้องเป็นผู้ที่เล่าเรียนศึกษาเกี่ยวกับ โศลก(โสก) อย่างแตกฉาน สามารถทำนายทายทัก คน วัตถุ สิ่งของ ว่าถูกโสกหรือไม่ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ เช่น พระฤาษีสุตะ หรืออาจจะเรียกพระฤาษีสุตะว่า เป็นบิดาหรือครูบา อาจารย์ ทางโหราศาสตร์ ก็น่าจะได้
                      ส่วน โศลก อีกนัยยะหนึ่ง ก็คือ คำประพันธ์ ในวรรณคดีสันสกฤต ที่แต่งขึ้น เพื่อสรรเสริญยกย่องเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรืออาจจะเป็นคำสอนทางศาสนา เป็นกลบท ปริศนาธรรม เพื่อเผยแผ่ศาสนาและคำสอนต่าง ๆ

                      
                     คัมภีร์ปุราณะ  เป็นชื่อคัมภีร์ประเภทหนึ่งในศาสนาฮินดู โดยมากจะเป็นเรื่องเล่าประวัติของจักรวาล นับตั้งแต่การสร้าง จนถึงการทำลาย  ลำดับพงศ์กษัตริย์ วีรบุรุษ ฤาษี ทวยเทพ ตลอดจน จักรวาลวิทยา ปรัชญา และ ภูมิศาสตร์ของฮินดูด้วย เนื้อหาในปุราณะมักจะเน้นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ เด่นด้วยแนวคิดเชิงศาสนาและปรัชญา ดำเนินเรื่องให้มีบุคคล (มักจะเป็นพระฤาษี) เป็นผู้เล่าเรื่องให้อีกคนหนึ่งฟัง ส่วนที่เรารู้จักกันดีคือ มหาปุราณะ ซึ่งกล่าวถึง ตำนานมหาเทพแห่งสรวงสวรรค์ทั้ง 7   คือ
                         1. พระศิวะ เป็นเทพเจ้าที่คอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และจะทำให้เกิดความดีงามเป็นมงคลขึ้นในชีวิตและครอบครัว พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษให้แก่คนที่ทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแด่พระองค์และปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์จะประทานให้ในไม่ช้า อีกทั้งยังเชื่อว่าพระศิวะสามารถช่วยปัดเป่าเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ได้อย่างมห้ศจรรย์
                        2. พระพรหม เป็นเทพเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งขึ้นในจักรวาล ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์ สัตว์ต่างๆ ตลอดจนต้นไม้ พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ และสิ่งไม่มีชีวิตทั้งมวล ถือว่าเป็นมหาเทพที่คนทั่วโลกรู้จัก และเลื่อมใสศรัทธามากที่สุด เชื่อว่าหากได้บูชาเทพองค์นี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ และมั่นคงในธุรกิจการงานทุกสาขาอาชีพ
                        3. พระวิษณุ หรือคนไทยมักเรียกว่า พระนารายณ์ เป็นเทพคุ้มครองโลก ปราบปรามผู้ทำความชั่ว และเป็นเทพผู้ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ โดยได้รับพรและพลังอันศักดิ์สิทธิ์มากมายจากพระอิศวร จึงมีฤทธิ์ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า ใครบูชาท่านแล้วจะได้รับความคุ้มครองและมีโชคลาภ แต่จะต้องเป็นคนมีสัจจะรักษาศีล รวมทั้งเจริญภาวนาเป็นที่ตั้ง
                        4. พระอุมา เทวีแห่งพลังอำนาจและสันติสุข ในฐานะเทพนารีที่รวบรวมคุณสมบัติอันเลิศในทางต่างๆ ไว้อย่างมากมาย พระอุมาย่อมเป็นที่สักการะบูชาของชาวฮินดูทั่วโลก ยิ่งบางนิกายบางลัทธินั้นนับถือพระอุมาเหมือนเทพสูงสุด พระอุมาเป็นเทวีที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ความงดงามของพระนางไม่ถือเป็นรองพระลักษมี ขณะเดียวกันความเด็ดขาด และพลังอำนาจในการปกป้องรักษาผู้ที่บูชาก็ทัดเทียมพระสุรัสวดี
                        5. พระสุรัสวดี หรือพระสรัสวดี พระนางเป็นเทวีแห่งศิลปะวิทยาการ การพูด การดนตรี การขับร้องโดยเฉพาะผู้ใฝ่ใจในทางอักษรศาสตร์ เนื่องจากพระนางเป็นผู้ที่ให้กำเนิดอักษรเทวะนาครี ซึ่งเป็นตัวอักษร (เขียน) อักษรภาษาสันสกฤตหรือภาษาอินดี ในอินเดียในปัจจุบัน อีกทั้งปรากฏคำบูชาพระนางตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในหนังสือจินดามณี
                        6. พระลักษมี เทพนารีองค์นี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามอันเจริญาตาเจริญใจ เป็นเทพที่น้ำพระทัยดี อ่อนหวาน นิ่มนวล มีพระสุรเสียงอันไพเราะ เป็นตัวอย่างของความงามอันพร้อมสรรพเท่าที่สตรีพึงมีในโลกนี้ และถือว่าเป็นผู้นำมาซึ่งความเจริญ
                        7. พระคเณศ หรือพระพิฆเนศวร เป็นเทพแห่งปราชญ์ ความรอบรู้ เป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรคขัดข้อง เป็นผู้บันดาลความสำเร็จทั้งมวล และเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงมหิธานุภาพ และมีคุณธรรมปกป้องผู้กระทำดี ปราบปรามสิ่งเลวร้าย หากผู้ใดเป็นผู้รู้และต้องการประสบความสำเร็จต่อกิจการทั้งปวง ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใด หรือทำพิธีบูชาใดให้ทำการบูชาพระพิฆเนศวรก่อนกระทำการทั้งปวง


                         ส่วนประคำ รุทรากษะ นั้น เป็นสร้อยประคำที่ทำมาจากเมล็ดพืชมงคลชนิดหนึ่ง คือเมล็ดของ รุทรากษะ  ซึ่งแปลว่า เมล็ดน้ำตาพระศิวะ   มีหลายขนาด เมล็ดที่สมบูรณ์จะมี 8 แฉก ซึ่งหายากมาก เชื่อกันว่าเมล็ดพืชชนิดนี้ มีความสำคัญที่จะนำมาซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ สามารถขับไล่เสนียดจัญไรและบาปทั้งหลายให้หมดไป เนื่องจากการสวดที่นับเมล็ดประคำ  มีสีสันถึง 4 สี คือ สีขาว สีแดง สีเหลือง และ สีดำ ซึ่งจำแนกตามวรรณะตามกฏแห่งพระเวทย์ นั่นเอง


             กฎแห่งพระเวทย์ของการสวมใส่เมล็ดรุทรากษะ ตามความเชื่อตั้งแต่โบราณ

                                ในแต่ละวรรณะตามกฎแห่งพระเวทย์ที่ได้รับการวางไว้ คือ เมล็ดรุทรากษะสีขาวสำหรับวรรณะพราหมณ์ สีแดงสำหรับวรรณะกษัตริย์ สีเหลืองสำหรับวรรณะไวศยะ และ เมล็ดสีดำสำหรับคนในวรรณะ ศูทร
                                ประชากรแห่งวรรณะทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นหญิงก็สามารถสวมใส่เมล็ดรุทรากษะได้ตามบัญชาของพระศิวะเทพ คนเหล่านั้นผู้เขียนเครื่องหมาย ตรีปุนทร มีการสวมใส่เมล็ดรุทรากษะ จะไม่ตกสู่นรกแห่งพระยมราชเลย พระยมราชได้มีบัญชาต่อบริวารฑูตของพระองค์ว่า “คนผู้ใดที่สวมใส่เมล็ดรุทรากษะ แม้เพียงเมล็ดเดียวไว้บนศีรษะแล้ว มีการเขียนเครื่องหมาย ตริปุนทรไว้บนหน้าผากและมีการท่องสวมมนต์ 5 พยางค์ แล้วจะต้องทำความความเคารพต่อเขาทันที เขาเหล่านี้เป็นบริวารของพระศิวะเทพ และไม่จับกุมหรือทรมานแต่อย่างใด ตราบนานเท่านานที่สวมใส่เมล็ดรุทรากษะ คนผู้นั้นจะมีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นที่โปรดปรานแห่งเทพเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ( พระอาทิตย์ , พระคเนศ , พระแม่ทรุคา , พระรุทรและพระวิษณุเทพ ) และ เป็นที่ชอบพอรักใคร่ของเทพทั้งหมดด้วย” คนทั้งหมดที่ได้ใช้เถ้าถ่านและสวมใส่เมล็ดรุทรากษะ จะเป็นที่ชื่นชอบของพระศิวะเทพ เป็นผลแห่งความผาสุขร่ำรวย เป็นอิสระจากบาปทั้งปวง และคนผู้ที่ได้สวดมนต์ 5 พยางค์ ด้วยแล้วนับว่าได้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แห่งโยคะลัทธิ และนับได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
                              เมล็ดรุทรากษะ เชื่อว่าจะเพิ่มพลังงานให้เเก่ผู้สวมใส่ เเละส่งพลังเเม่เหล็กไฟฟ้าด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย ปรับระดับการทำงานของร่างกายให้สมดุลย์ จิตรใจผ่อนคลายเเละเกิดสมาธิได้ง่าย ทางอินเดียตอนเหนือใช้ร่วมกับการรักษาโรคให้เเก่ผู้ป่วยด้วย


                      คุณสมบัติของเมล็ดรุทรากษะ  
                          
                             1. ผู้ที่สวมใส่รุทรากษะที่ผ่านพิธีกรรมอย่างถูกต้อง จะไม่มีไสยเวทย์ ภูตผี วิญญาณร้าย มารบกวน หรือรังควาญ
                             2. ผู้ที่สวมใส่รุทรากษะที่ผ่านพิธีกรรมอย่างถูกต้อง เมื่อเสียชีวิตลงในขณะที่สวมใส่รุทรากษะจะไม่ต้องได้รับการจับกุมโดยยมทูต เพื่อไปรับโทษในนรก
                             3. ผู้ที่สวมใส่รุทรากษะที่ผ่านพิธีกรรมอย่างถูกต้อง จะทำให้มีเรื่องเสียใจหรือเศร้าหมองน้อยลงเสียน้ำตาน้อยลงและหากเมล็ดรุทรากษะยิ่งมีขนาดเล็กลงเท่าใด ก็จะยิ่งจะทำให้เสียน้ำตาน้อยลงเท่านั้น
                             4. ผู้ที่สวมใส่รุทรากษะที่ผ่านพิธีกรรมอย่างถูกต้อง จะสามารถรักษาสุขภาพ ให้ดีและแข็งแรงได้ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรค ที่ทางการแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุพบ หรือ ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงไม่สามารถรักษาให้หายได้