วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558
สร้อยลูกปัด
สร้อยลูกปัด ฝีมือการสร้างและปลุกเสกโดย ราชาเครื่องราง แดนอีสานใต้ นาม พระครูอุดมวรเวท(หลวงพ่อสังข์ สุริโย) วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ลูกปัด ทำด้วยเขาควายเผือก ฟ้าผ่าตาย เหลาเป็นเม็ดลูกปัด นับได้ จำนวน 29 เม็ด
เจาะรูหัวท้ายของเม็ดลูกปัด เพื่อทำการฝังห่วงทองแดง จำนวนทั้งสิ้น 58 ห่วง สอดห่วงประสานร้อยกันทำเป็นสร้อย ลูกปัด
หลวงพ่อสังข์ ต้องใช้ความเพียรพยายามมาก ในการสร้างเครื่องรางชิ้นนี้ เริ่มตั้งแต่ การเสาะแสวงหา เขาควายเผือกฟ้าผ่าตาย ซึ่งถือกันว่า เป็นของทนสิทธิ์ เป็นวัตถุอาถรรพ์ ที่หาได้ยากมาก เม็ดลูกปัด 2 เม็ดนี้ แสดงให้เห็นลายเส้นเสี้ยนอันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งมีความเก่า ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นเขาควายเผือกอย่างชัดเจน เมื่อได้เขามาแล้ว ก็ต้องใช้ความเพียร ในการผ่าเขาควายออกมาเป็นเส้น ๆ ตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ แล้วจึงเหลาเป็นเม็ดลูกปัดเม็ดเล็ก ๆ แต่ละเม็ด มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 2 เซนติเมตร หนาประมาณ 7 - 8 มิลลิเมตร ต่อมาก็เจาะรูหัวท้าย ความลึกพอประมาณพอที่จะฝังห่วงทองแดงลงไปให้แน่นหนา เพื่อมิให้ห่วงทองแดงที่สอดประสานร้อยกันทำเป็นสร้อยมิให้หลุดออกจากกันได้ แต่เพื่อให้ห่วงมีความแน่นหนาเพิ่มขึ้นไปอีก หลวงพ่อได้ใช้ชันโรง ซึ่งทางอีสานเรียกว่า ขี้สูด ซึ่งมีความเหนียวมาก อุดลงไปที่รูหัวท้ายอีกชั้นหนึ่ง
เสร็จแล้ว จึงนำไปลงเหล็กจารทีละเม็ด จนครบ 29 เม็ด จนถึงขั้นตอนสุดท้ายหลวงพ่อยังนำไปจุ่มรักแดงเพื่อรักษาสภาพและความสวยงามอีกครั้ง
ส่วนลูกปัดเม็ดนี้ เจ้าของเดิม คงจะสงสัยว่า เม็ดลูกปัดนี่มันทำด้วยอะไรหว่า? จึงลงทุนใช้ของมีคมขูดรักที่เคลือบผิวออกเสร็จแล้วยังไม่พอ ยังเอาปลายแหลมของมีคมกรีดลงไปในเนื้อของลูกปัดเสียอีก 4 - 5 รอย สุดท้ายก็คงจะอึ้งและหายสงสัยแล้วว่า นี่มันเขาควายจริง ๆ นี่หว่า !
ลูกปัดเม็ดนี้ หลวงพ่อลงเหล็กจารยันต์ เฑาะว์ขัดสมาธิหรือ เฑาะว์มหาพรหม ซึ่งเป็นยันต์ ประจำตัวของหลวงพ่อ ชัดเจนครับ
เพิ่มภาพเพื่อให้เพื่อน ๆ สังเกตุเห็นการอุดชันโรง และ คราบรักแดง ที่เคลือบไว้ครับ แต่เนื่องจากความเก่าและการใช้มาอย่างยาวนาน ทำให้คราบรักแดงหลุดลอกออกไปมาก แต่ก็ยังพอเห็นร่องรอยให้ศึกษาครับ
การเหลาเม็ดลูกปัด หลวงพ่อเหลาเป็นทรงคล้าย ลูกรักบี้ หรือ เม็ดข้าวสาร ครับ ทางด้านพุทธคุณ ถือได้ว่า ครอบจักรวาล ครับ ทั้งเขาควายเผือกฟ้าผ่าตาย ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุอาถรรพ์ เป็นของกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ มีคุณวิเศษเด่นมากทางด้านมีฤทธิ์ในตัว กันเสนียด กันภูตผี มีอำนาจ แก้อาถรรพ์ต่าง ๆ ส่วนชันโรง หรือขี้สูด(ต้องเป็นขี้สูดเพียงดิน หรือ ชันโรงใต้ดินเท่านั้น) โบราณถือว่าเป็นของทนสิทธิ์ที่มีอาถรรพ์ลี้ลับ ดีทางป้องกันไฟ กันคุณไสยมนต์ดำ เป็นมหาอุด แคล้วคลาด รวมทั้งเมตตามหานิยมด้วยครับ หมอธรรมทางภาคอีสาน นิยมนำขี้สูดมาอุดเต้าแคน หรือถ่วงเครื่องดนตรี เช่น โปงลาง ทำให้เกิดเสียงไพเราะ เกจิอาจารย์ทางภาคกลาง นิยมนำมาอุดปากเบี้ยแก้กันไม่ให้ปรอทหนี และทำเครื่องรางต่าง ๆ
ขอขอบคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ที่อนุญาตให้ ศิษย์สุริโย นำภาพ สร้อยลูกปัด เส้นนี้ ออกมาเผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
นางกวัก
หลังเรียบ ไม่ปรากฏ ยันต์เฑาะว์ ประทับหรือลงเหล็กจารด้านหลัง เหมือนเครื่องรางทั่ว ๆ ไป ของหลวงพ่อ
กราบคารวะหลวงพ่อด้วยความเคารพยิ่ง
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558
พระโคโพธิสัตว์ พิมพ์กลาง
พระโคโพธิสัตว์ พิมพ์กลาง หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
เป็นพระโคพิมพ์ที่หลวงพ่อแกะพิมพ์ได้สวยงามมากอีกพิมพ์หนึ่ง อีกทั้งพิมพ์นี้ หลวงพ่อฝังกริ่งเป็นปรอทเม็ดทราย (สัมฤทธิ์ปรอท) เมื่อเขย่าดูจะมีเสียงดัง แซ๊กๆๆ ลูกศิษย์หลายคนบอกใช้แทนเบี้ยแก้ได้
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘ ในวาระดิถี ขึ้นปีใหม่ ศิษย์สุริโยขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล อีกทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งบารมีของสุดยอดเกจิอาจารย์แดนอีสานใต้นาม พระครูอุดมวรเวท (หลวงพ่อสังข์ สุริโย) วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จงได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่าน มีความสุข ความเจริญ ประสบความสำเร็จ ความสมหวัง และ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ จงเป็นของเพื่อน ๆ ทุกคน ตลอดปี ๒๕๕๘ ด้วยเทอญ
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ศิษย์เอก (ฆราวาส) คนสุดท้ายของ หลวงพ่อสังข์ สุริโย
สิ้นแล้ว เฮียหยวย สันติยนต์ ( นาย สุรวัช โรจนจำรัส ) ศิษย์เอก (ฆราวาส) คนสุดท้าย ของ พระครูอุดมวรเวท ( สังข์ สุริโย ) วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 และ ได้ทำการฌาปนกิจศพ ไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ที่ วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม พระอารามหลวง ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ศิษย์สุริโย ได้ทราบข่าวมานานแล้วว่า เฮียหยวยได้ป่วยเป็นโรคไตพิการ ต้องเข้ารับการฟอกไตเป็นประจำ ที่โรงพยาบาลจังหวัดศรีสะเกษ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายปี ในที่สุด ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบด้วยอาการภาวะหัวใจล้มเหลว สิริรวม อายุ 81 ปี ในงานญาติ ๆ ได้แจกของที่ระลึกงานฌาปนกิจ เป็นผ้ายันต์พระพุทธนิมิตร ผืนสีแดง จำนวนหนึ่งไม่มากนักให้แก่แขกคนสำคัญที่ไปร่วมในพิธี โดยบรรจุอยู่ในซองพลาสติค พับไว้อย่างเรียบร้อยสวยงามตามภาพ
ศิษย์สุริโย ได้ไปร่วมงานฌาปนกิจในวันนั้นด้วย บังเอิญโชคดี ได้รับของที่ระลึกดังกล่าวกับเขาด้วย พอมองทะลุซองพลาสติคเข้าไปก็เห็นตัวหนังสือพิมพ์ใต้ยันต์แถวแรกพิมพ์ว่า พระครูอุดมวรเวท หลวงพ่อสังข์ สุริโย แถวที่สองต่ำลงมาพิมพ์ว่า วัดนากันตม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และแถวสุดท้ายที่สามต่ำลงมาอีกพิมพ์ว่า ธันวาคม 2520 ก็เลยได้ทราบว่า เป็นผ้ายันต์พระพุทธนิมิตร รุ่นที่สอง ที่หลวงพ่อได้สร้างบล็อคขึ้นมาใหม่ โดยได้ใส่ เดือน และ ปี ที่สร้างกำกับไว้ด้วย
วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ประคำไม้ 108
ประคำไม้ 108 เม็ด หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม บ้านนากันตม ตำบลสังข์เม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เม็ดประคำ แบ่งออกเป็นเม็ดประคำไม้ชนิดต่าง ๆ จำนวน 107 เม็ด เม็ดประคำผง จำนวน 1 เม็ด รวมเป็น 108 เม็ด ไม่รวมยอดประคำ
ยอดประคำ เป็นรูปทรงกลมยาวคล้ายนิ้วหัวแม่มือ ขนาดยาวประมาณ 2 นิ้ว เข้าใจว่าข้างในน่าจะเป็นตะกรุดโทนม้วนกลมทำเป็นแกน พอกไว้ด้วยผงวิเศษชนิดหนึ่ง แล้วใช้เชือกถักหุ้มไว้ เสร็จแล้วทาเคลือบไว้ด้วยยางไม้อีกชั้นหนึ่ง ส่วนตรงกลางเจาะรูไว้ขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อร้อยเชือกประคำที่ทำด้วยเชือกสายร่ม
เม็ดประคำผง ซึ่งมีเพียงเม็ดเดียวในพวง ปั้นกลมแต่มีความเกร่งมาก สังเกตุดูผงแล้วขุขระไม่ละเอียดมาก เข้าในว่า น่าจะเป็นผงว่านชนิดต่าง ๆ ผสมไคลเสมาก็อาจจะเป็นได้
เม็ดประคำไม้เม็ดนี้ ไม่ทราบว่าเป็นไม้อะไร ร้อยติดยู่กับเม็ดประคำผง สังเกตุดู จะเห็นมีรอยลงเหล็กจารยันต์ นะ 1 ตัว
ส่วน เม็ดประคำไม้ 2 เม็ดนี้ ไม่ทราบชนิดไม้เช่นกัน หลวงพ่อสังข์ จารยันต์ นะ ไว้เม็ดละตัว สร้อยประคำทั้งเส้น มีรอยจารยันต์ นะ ไว้เพียงแค่ 3 เม็ด เท่านั้น
ประคำไม้ ทั้ง 3 เม็ดนี้ จะสังเกตุเห็นสีของเนื้อไม้ และ ความละเอียดของเนื้อไม้แตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เม็ดที่ 1 ความละเอียดของเนื้อไม้ละเอียดปานกลาง แต่สีของเนื้อไม้เข้มจัด เม็ดที่ 2 ความละเอียดของเนื้อไม้มีน้อยมากผิวของเนื้อไม้เรียกได้ว่าขุขระ และสีของเนื้อไม้ไม่มีความเข้ม แต่ออกขาวปนเทา เม็ดที่ 3 เนื้อไม้มีความละเอียดมากที่สุด ในจำนวน 3 เม็ด แต่สีของเนื้อไม้มีความเข้มในระดับปานกลาง นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ในจำนวนแค่ 3 เม็ด เท่านั้นนะ และเม็ดอื่น ๆ ก็มีความแตกต่างกันออกไปอีกทั้งชนิด สี และความละเอียดของเนื้อไม้
เชือกที่ร้อยสร้อยประคำ เป็นเชือกสายร่ม มีความเหนียวและทนทานมากพอสมควร หลวงพ่อถักร้อยเป็นอย่างดี แถมเก็บปลายเชือกไว้อย่างมิดชิดเรียบร้อยไม่โผล่มาให้เห็นให้เป็นที่รำคาญสายตาอีกต่างหาก
ลายถักหุ้มตะกรุดและผงไว้หลวงพ่อสังข์ ก็ถักอย่างประณีตมาก ถักลายได้สวยงามแน่นหนา คงทนถาวรมาก
ส่วนชนิดของไม้ ที่นำมาทำเป็นเม็ดประคำนั้น ผู้เขียนไม่มีข้อมูลจริง ๆ ว่าใช้ไม้ชนิดใดบ้าง และไม้แต่ละชนิด มีจำนวนกี่เม็ด เท่าที่ทราบคร่าว ๆ ก็น่าจะมีไม้ ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ หนาด ชุมแสงโทน คันทรง กาฝากต้นพระศรีมหาโพธิ์ และ ไม้เท้ายายหม่อม ฯ ล ฯ เป็นต้น
ขอขอบคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ที่ได้มอบภาพถ่ายเครื่องรางชิ้นนี้ให้เผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557
แม่เป๋อ
แม่ เป๋อ เนื้อผงพุทธคุณ ผสมครั่ง จุ่มรัก ปิดทองทั้งองค์ ฝีมือการสร้างและปลุกเสกเดี่ยวโดย ราชาเครื่องรางแดนอีสานใต้นาม หลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พิมพ์นี้แหละครับที่ ศิษย์สุริโย เห็นควรเรียกว่า แม่เป๋อ ได้ อย่างถูกต้องลงตัวที่สุด เพราะว่าลักษณะท่าทางหลวงพ่อออกแบบเน้นให้เห็นว่า เป็นลักษณะของแม่ที่กำลังคลอดลูกสังเกตุหน้าตาบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างแสน สาหัส กำลังเม้มปากใช้แรงเบ่งเพื่อให้ลูกคลอดออกมาจากช่องคลอด ท่านั่งยอง ๆ ชันเข่า ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ข้อเท้าทั้งสองเพื่อให้ถนัดในการใช้แรงเบ่งได้อย่างเต็มที่ครับ
ด้านหลังฝังห่วง บิดเกลียว 2 รอบ มียันต์ในตัวเห็นเลือนราง ฝังกริ่งเสียงดังกังวาล
หน้าตาบ่งบอกว่าไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็นหญิงสูงวัยมีอายุ สังเกตุจากมวยผมที่เกล้าสูงรวบขึ้นไปมัดไว้บนกลางศรีษะ อีกทั้งหน้าอกทั้ง 2 ข้างหย่อนยาน น่าจะผ่านการมีลูกมาก่อนหน้านี้แล้ว ท้องก็มีลักษณะเป็นหญิงตั้งครรภ์ จึงชี้ชัดว่าเป็นแม่แน่นอน ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้น ในมติของโบราณจารย์ทางไสยศาสตร์กล่าวว่า
โลกนี้จะหาความรักใดที่บริสุทธิ์และปราศจากเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเท่าความรักของผู้เป็นมารดาซึ่งมีต่อบุตรไม่
ดังนั้น โบราณจารย์ จึงได้กำหนดเครื่องรางในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นเครื่องรางที่ให้ผลทางแก้อาถรรพ์ เพิ่มพลังแห่งโชคลาภ เมตตามหานิยม และ เพิ่มพลังแห่งความสำเร็จ ความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังให้ผลทาง ปกป้องคุ้มครองป้องกันภัย ให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ (ดุจมารดาที่พร้อมจะคอยปกป้องคุ้มครองบุตรอยู่ เสมอโดยที่ไม่ห่วงว่าตนจะได้รับอันตรายหรือไม่)โดยไม่ได้เน้นทางด้านเสน่ห์หรือดึงดูดเพศตรงข้ามเหมือน อีเป๋อ ซึ่งเป็นสาวสวยนั่งถ่างขาโชว์อวัยวะเพศ จึงนับได้ว่าแม่เป๋อเป็นเครื่องรางอีกชิ้นหนึ่งซึ่งมีอิทธิคุณไม่เป็นรองใครหรือวัตถุมงคลอื่นใดทั้งสิ้น
ขอขอบคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ที่ได้มอบภาพถ่ายแม่เป๋อให้ทำการเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานครับ (เครื่องรางชิ้นนี้ ผู้เป็นเจ้าของ พกพาโดยใส่ไว้ในกระเป๋าลับด้านในเสื้อสูทรบริเวณหน้าอก อีกทั้งพกติดตัวเป็นประจำทุกวันที่ออกไปทำงานครับ)
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557
นางสิกขี & อีเป๋อ
วันนี้ อยากจะนำเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง การเรียกชื่อเครื่องรางชนิดหนึ่ง ของ หลวงพ่อสังข์ ในประเด็น ความแตกต่างระหว่าง การเรียกว่า นางสิกขี กับ การเรียกว่า อีเป๋อ ตามความคิดเห็นของ ศิษย์สุริโย ให้เพื่อน ๆ ช่วยกันพิจารณานะครับ
คำว่านาง ประการแรกการที่จะเรียกว่านาง จะต้องเป็นผู้หญิงแน่ ๆ ครับ แต่ในแง่เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์นั้น น่าจะหมายถึงนางในวรรณคดีครับ ซึ่งการที่จะเป็นนางในวรรณคดีนางใดนางหนึ่ง จะต้องมีเครื่องทรงเป็นส่วนประกอบครับ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้เจาะจงเฉพาะบริเวณใบหน้า หรือที่เรียกกันว่า หน้านาง ครับ
กรอบหน้าในที่นี้ หมายถึง เครื่องประดับศรีษะ รูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีขอบหน้าผากเป็นรูป กระจัง
ประการที่สอง เรียกว่า กรรเจียก หรือ จอนหู
เป็นเครื่องประดับหู ซึ่งจะต้องจำหลักลายสวยงาม ประดับหูทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
ประการที่สาม เรียกว่า กรองศอ หรือนวมนาง ครับ
เป็นเครื่องประดับคอ หรือที่เราเรียกกันว่า สร้อยคอ นั่นเองครับ
เมื่อมีองค์ประกอบ บริเวณใบหน้าและลำคอ ครบ 3
อย่างเราจึงเรียกกันว่า หน้านาง ครับ
คราวนี้ มาดูเครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม ซึ่ง ศิษย์ สุริโย เรียกว่า นางสิกขี พิมพ์ต่าง ๆ บ้างครับ
องค์ที่ 1 นางสิกขี (ทรงเครื่อง) หลังเรียบโค้ง
องค์ที่ 2 นางสิกขี (ทรงเครื่อง) หลังยันต์ ไม่มีห่วง
องค์ที่ 3 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ ห่วงหลัง
องค์ที่ 4 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ ห่วงบน
องค์ที่ 5 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ นะ
นางสิกขี พิมพ์ต่าง ๆ ทั้ง 5 องค์ นั้น จะเห็นได้ว่า มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ กรอบหน้า จอนหู (กรรเจียก) และ กรองศอ (นวมนาง) แต่บางพิมพ์ กรองศอ หรือสร้อยคอ อาจจะซ่อนไว้หรือกดพิมพ์ แล้วไม่ติดหรือติดไม่ชัด จึงมองไม่เห็น แต่อย่างน้อยก็มี องค์ประกอบที่เด่นชัด ถึง 2 ใน 3 ส่วน อีกทั้ง ลักษณะหน้าตาก็ใม่ใช่หญิงธรรมดา แต่บ่งบอกถึงความเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ จึงสมควรเรียกทั้ง 5 องค์ ว่า นางสิกขี ไม่สมควรเรียกว่า อีเป๋อ เป็นอันขาด แม้ว่าจะเป็นพิมพ์เปลือย มองเห็นเครื่องเพศก็ตาม จากการสังเกตุของผู้เขียน องค์ที่ 1 และองค์ที่ 2 เห็นเรียกกันว่า นางสิกขี ก็ถูกต้องแล้ว แต่องค์ที่ 3, 4 และ 5 กลับไปเรียกกันว่า อีเป๋อ ซึ่งผู้เขียนกลับเห็นต่าง เนื่องจาก ทั้ง 3 องค์หลัง มีองค์ประกอบและลักษณะของหน้านางครบ
ส่วนพิมพ์ที่ ศิษย์สุริโย เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เรียกเธอว่า อีเป๋อ หรือ คุณอีเป๋อ นั้นลักษณะต้องเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ๆ และหน้าตาต้องแบบนี้ครับ
จะเห็นได้ว่า คุณอีเป๋อ เธอนั่งถ่างขา ลอยหน้าลอยตาเป็นลำตัดแม่ประยูร แถมหลับตาพริ้มโชว์เครื่องเพศเต็มที่ บริเวณศรีษะ ใบหน้า และลำคอ ก็ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ที่จะเข้าองค์ประกอบของการเป็นนางในวรรณคดีนางใด ทั้งสิ้น ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอาภรณ์ใด ๆ เป็นเครื่องสรวมใส่ นอกจากดอกไม้ที่ทัดหูเบื้องขวาเพียงดอกเดียวเท่านั้น อย่างนี้เรียกไปเลยครับ จะเรียกว่า อีเป๋อ หรือ คุณอีเป๋อ ก็แล้วแต่สะดวก แต่บางท่านเรียกแบบให้เกียรติิว่า แม่เป๋อ แต่ผู้เขียนก็คิดว่า ไม่น่าจะเรียกนะครับ เพราะว่าเครื่องรางที่สมควรเรียกว่า แม่เป๋อ ของหลวงพ่อสังข์ ยังมีอีก วันหลังจะค้นคว้าข้อมูลภาพถ่ายมาเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ
เพื่อน ๆ ครับ ในฐานะที่พวกเราเป็นลูกศิษย์ ของหลวงพ่อสังข์ สมควรที่จะให้เกียรติหลวงพ่อในการเรียกชื่อ เครื่องราง ของขลัง แต่ละอย่างให้ถูกต้อง หรือให้ใกล้เคียงกับที่ควรจะเป็น หลวงพ่อมรณะภาพแล้ว ไม่ได้อยู่ให้ถาม อีกทั้งเครื่องรางของหลวงพ่อก็มีมากมาย หลายสิบชนิด บางคนบอกว่าอาจจะถึง ร้อยชนิด ก็เป็นได้ และปัจจุบันจะหาคนที่เก่งจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่อง เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ นั้นยากมากหรือแทบจะเรียกว่าไม่มีเอาเสียเลย พวกเราที่เป็นลูกศิษย์จึงควรช่วยกันค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมให้มาก ให้รอบด้าน เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบ ในการเรียกชื่อเครื่องรางแต่ละอย่าง ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับชื่อที่ควรจะเป็น ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้พกพาท่านในที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ ถ้าเป็นนางสิกขี ก็ถือว่าเป็นของสูง การพกพาก็อาจจะต้องห้อยคอหรืออย่างน้อยก็ต้องใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แต่ถ้าเป็นอีเป๋อก็ถือว่าเป็นของต่ำ การพกพาก็ต้องคาดเอวหรือต่ำกว่าเอว เช่น พกไว้ในกระเป๋ากางเกง เป็นต้น ดังนั้น ถ้าสำคัญผิดว่าของสูงเป็นของต่ำการเคารพ กราบไหว้บูชาหรือการพกพาที่ไม่ถูกต้อง ไม่บังควร อาจจะทำให้เป็นการ ลบหลู่ เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อและเป็น บาปกรรมโดยไม่ตั้งใจ
นางสิกขีองค์นี้ ศิษย์สุริโย ห้อยติดกับสร้อยนำขึ้นสรวมศรีษะห้อยคอ ด้วยความเคารพนับถือศรัทธาว่าท่านเป็นนาง ไม่ได้ลบหลู่ท่านด้วยการพกไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือร้อยเชือกคาดเอาไว้ที่เอวเหมือนตะกรุด เพราะเข้าใจว่าท่านเป็นคุณอีเป๋อโดยเด็ดขาด ขอบอก
ส่วนคุณอีเป๋อนางนี้ ใครจะพกแบบไหน อย่างไร หรือจะยัดเอาไว้ในกระเป๋าไหนก็ได้ตามสะดวก แต่ศิษย์สุริโย จะไม่ขอนำขึ้นสรวมคอโดยเด็ดขาด ขอบอกอีกครั้ง
นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของ ศิษย์สุริโย เพียงคนเดียวนะครับ ผิดถูกอย่างไรขอให้เพื่อน ๆ รับไปพิจารณาด้วยครับ โดยเฉพาะ ชมรมพระเครื่องพระบูชาจังหวัดศรีสะเกษ เวลามีประกวดเครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ ขอให้พิจารณาเรื่องชื่อของ นางสิกขี กับ อีเป๋อ ด้วยนะครับ
คำว่านาง ประการแรกการที่จะเรียกว่านาง จะต้องเป็นผู้หญิงแน่ ๆ ครับ แต่ในแง่เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์นั้น น่าจะหมายถึงนางในวรรณคดีครับ ซึ่งการที่จะเป็นนางในวรรณคดีนางใดนางหนึ่ง จะต้องมีเครื่องทรงเป็นส่วนประกอบครับ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้เจาะจงเฉพาะบริเวณใบหน้า หรือที่เรียกกันว่า หน้านาง ครับ
นี่คือลักษณะและส่วนประกอบของหน้านางในวรรณคดี
ส่วนประกอบอันแรก เรียกว่า กรอบหน้า
กรอบหน้าในที่นี้ หมายถึง เครื่องประดับศรีษะ รูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีขอบหน้าผากเป็นรูป กระจัง
ประการที่สอง เรียกว่า กรรเจียก หรือ จอนหู
เป็นเครื่องประดับหู ซึ่งจะต้องจำหลักลายสวยงาม ประดับหูทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
ประการที่สาม เรียกว่า กรองศอ หรือนวมนาง ครับ
เป็นเครื่องประดับคอ หรือที่เราเรียกกันว่า สร้อยคอ นั่นเองครับ
เมื่อมีองค์ประกอบ บริเวณใบหน้าและลำคอ ครบ 3
อย่างเราจึงเรียกกันว่า หน้านาง ครับ
คราวนี้ มาดูเครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ สุริโย วัดนากันตม ซึ่ง ศิษย์ สุริโย เรียกว่า นางสิกขี พิมพ์ต่าง ๆ บ้างครับ
องค์ที่ 1 นางสิกขี (ทรงเครื่อง) หลังเรียบโค้ง
องค์ที่ 2 นางสิกขี (ทรงเครื่อง) หลังยันต์ ไม่มีห่วง
องค์ที่ 3 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ ห่วงหลัง
องค์ที่ 4 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ ห่วงบน
องค์ที่ 5 นางสิกขี (เปลือย) หลังยันต์ นะ
นางสิกขี พิมพ์ต่าง ๆ ทั้ง 5 องค์ นั้น จะเห็นได้ว่า มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ กรอบหน้า จอนหู (กรรเจียก) และ กรองศอ (นวมนาง) แต่บางพิมพ์ กรองศอ หรือสร้อยคอ อาจจะซ่อนไว้หรือกดพิมพ์ แล้วไม่ติดหรือติดไม่ชัด จึงมองไม่เห็น แต่อย่างน้อยก็มี องค์ประกอบที่เด่นชัด ถึง 2 ใน 3 ส่วน อีกทั้ง ลักษณะหน้าตาก็ใม่ใช่หญิงธรรมดา แต่บ่งบอกถึงความเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ จึงสมควรเรียกทั้ง 5 องค์ ว่า นางสิกขี ไม่สมควรเรียกว่า อีเป๋อ เป็นอันขาด แม้ว่าจะเป็นพิมพ์เปลือย มองเห็นเครื่องเพศก็ตาม จากการสังเกตุของผู้เขียน องค์ที่ 1 และองค์ที่ 2 เห็นเรียกกันว่า นางสิกขี ก็ถูกต้องแล้ว แต่องค์ที่ 3, 4 และ 5 กลับไปเรียกกันว่า อีเป๋อ ซึ่งผู้เขียนกลับเห็นต่าง เนื่องจาก ทั้ง 3 องค์หลัง มีองค์ประกอบและลักษณะของหน้านางครบ
ส่วนพิมพ์ที่ ศิษย์สุริโย เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เรียกเธอว่า อีเป๋อ หรือ คุณอีเป๋อ นั้นลักษณะต้องเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ๆ และหน้าตาต้องแบบนี้ครับ
จะเห็นได้ว่า คุณอีเป๋อ เธอนั่งถ่างขา ลอยหน้าลอยตาเป็นลำตัดแม่ประยูร แถมหลับตาพริ้มโชว์เครื่องเพศเต็มที่ บริเวณศรีษะ ใบหน้า และลำคอ ก็ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ที่จะเข้าองค์ประกอบของการเป็นนางในวรรณคดีนางใด ทั้งสิ้น ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอาภรณ์ใด ๆ เป็นเครื่องสรวมใส่ นอกจากดอกไม้ที่ทัดหูเบื้องขวาเพียงดอกเดียวเท่านั้น อย่างนี้เรียกไปเลยครับ จะเรียกว่า อีเป๋อ หรือ คุณอีเป๋อ ก็แล้วแต่สะดวก แต่บางท่านเรียกแบบให้เกียรติิว่า แม่เป๋อ แต่ผู้เขียนก็คิดว่า ไม่น่าจะเรียกนะครับ เพราะว่าเครื่องรางที่สมควรเรียกว่า แม่เป๋อ ของหลวงพ่อสังข์ ยังมีอีก วันหลังจะค้นคว้าข้อมูลภาพถ่ายมาเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ
เพื่อน ๆ ครับ ในฐานะที่พวกเราเป็นลูกศิษย์ ของหลวงพ่อสังข์ สมควรที่จะให้เกียรติหลวงพ่อในการเรียกชื่อ เครื่องราง ของขลัง แต่ละอย่างให้ถูกต้อง หรือให้ใกล้เคียงกับที่ควรจะเป็น หลวงพ่อมรณะภาพแล้ว ไม่ได้อยู่ให้ถาม อีกทั้งเครื่องรางของหลวงพ่อก็มีมากมาย หลายสิบชนิด บางคนบอกว่าอาจจะถึง ร้อยชนิด ก็เป็นได้ และปัจจุบันจะหาคนที่เก่งจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่อง เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ นั้นยากมากหรือแทบจะเรียกว่าไม่มีเอาเสียเลย พวกเราที่เป็นลูกศิษย์จึงควรช่วยกันค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมให้มาก ให้รอบด้าน เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบ ในการเรียกชื่อเครื่องรางแต่ละอย่าง ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับชื่อที่ควรจะเป็น ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้พกพาท่านในที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ ถ้าเป็นนางสิกขี ก็ถือว่าเป็นของสูง การพกพาก็อาจจะต้องห้อยคอหรืออย่างน้อยก็ต้องใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แต่ถ้าเป็นอีเป๋อก็ถือว่าเป็นของต่ำ การพกพาก็ต้องคาดเอวหรือต่ำกว่าเอว เช่น พกไว้ในกระเป๋ากางเกง เป็นต้น ดังนั้น ถ้าสำคัญผิดว่าของสูงเป็นของต่ำการเคารพ กราบไหว้บูชาหรือการพกพาที่ไม่ถูกต้อง ไม่บังควร อาจจะทำให้เป็นการ ลบหลู่ เครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อและเป็น บาปกรรมโดยไม่ตั้งใจ
นางสิกขีองค์นี้ ศิษย์สุริโย ห้อยติดกับสร้อยนำขึ้นสรวมศรีษะห้อยคอ ด้วยความเคารพนับถือศรัทธาว่าท่านเป็นนาง ไม่ได้ลบหลู่ท่านด้วยการพกไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือร้อยเชือกคาดเอาไว้ที่เอวเหมือนตะกรุด เพราะเข้าใจว่าท่านเป็นคุณอีเป๋อโดยเด็ดขาด ขอบอก
ส่วนคุณอีเป๋อนางนี้ ใครจะพกแบบไหน อย่างไร หรือจะยัดเอาไว้ในกระเป๋าไหนก็ได้ตามสะดวก แต่ศิษย์สุริโย จะไม่ขอนำขึ้นสรวมคอโดยเด็ดขาด ขอบอกอีกครั้ง
นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของ ศิษย์สุริโย เพียงคนเดียวนะครับ ผิดถูกอย่างไรขอให้เพื่อน ๆ รับไปพิจารณาด้วยครับ โดยเฉพาะ ชมรมพระเครื่องพระบูชาจังหวัดศรีสะเกษ เวลามีประกวดเครื่องราง ของขลัง ของหลวงพ่อสังข์ ขอให้พิจารณาเรื่องชื่อของ นางสิกขี กับ อีเป๋อ ด้วยนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









































